Tipitaka>

พระไตรปิฎก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 364

<< | หน้าที่ 364 | >>
สิ่งนั้น’ ในที่นั้น มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ ณ ที่สมควรกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ชายผู้นี้ได้ทำกรรมชั่ว น่าติเตียน เขานุ่งผ้าดำ สยายผม เข้าไปในกลุ่มชนแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้ง หลาย ข้าพเจ้า ได้ทำกรรมชั่ว น่าติเตียน ควรตำหนิ ท่านทั้ง หลายพอใจให้ข้าพเจ้าทำสิ่งใด ข้าพเจ้าจะทำสิ่งนั้น เขาไม่ควร ทำกรรมชั่ว น่าติเตียน ควรตำหนิเช่นนั้นเลย’

ภิกษุทั้งหลาย อาปัตติภัย ๔ ประการนี้แล

อาปัตติภยสูตรที่ ๒ จบ


๓. สิกขานิสังสสูตร


ว่าด้วยพรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์


{๒๔๕} [๒๔๕] ภิกษุทั้งหลาย เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้มีสิกขาเป็นอานิสงส์ มี ปัญญาเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น มีสติเป็นอธิปไตย

พรหมจรรย์มีสิกขาเป็นอานิสงส์ เป็นอย่างไร

คือ อภิสมาจาริกสิกขา เราบัญญัติแก่สาวกทั้งหลายในธรรมวินัยนี้เพื่อ ความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสแล้ว อภิสมาจาริกสิกขาเราบัญญัติแล้วแก่สาวกเพื่อความเลื่อมใสของคนที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของคนที่เลื่อมใสแล้วด้วยโดยวิธีใดๆ สาวกนั้นไม่ทำสิกขานั้น ให้ขาด ไม่ให้ทะลุ ไม่ให้ด่าง ไม่ให้พร้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย โดยวิธีนั้น ๆ

๑ อภิสมาจาริกสิกขา คือ หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับมารยาทและความเป็นอยู่ ที่ดีงามสำหรับชักนำความประพฤติความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณค่าน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นไป ในที่นี้ หมายถึง อุตตมสมาจาริกสิกขา คือ มารยาทชั้นสูง เป็นชื่อของศีลบัญญัติ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๔๕/๔๔๔)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka