Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 21 หน้าที่ 49

เล่ม มมร. 21 หน้า 49 ข้อ 451
ตระกูลใดชื่อตระกูลรัฐปาละ จักมี อยู่เพื่อเลี้ยงคนสี่วรรณะพร้อมทั้งพระราชา กุลบุตรผู้นี้จักเกิดในตระกูลนั้น. พึงทราบว่าชื่อนี้ ของท่านพระรัฐปาละนั้นเกิดขึ้น ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ความคิดอะไร ๆ ว่า ยถา ยถา โข เป็นต้น ได้มีแล้ว. คำสังเขปในคำนั้นมีดังนี้. เราแลรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยเหตุใด ๆ ก็เป็นอันเราพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ด้วยเหตุนั้น ๆ อย่างนี้ว่า พรหมจรรย์ คือ สิกขา ๓ นั้นใด เราพึงประพฤติให้ บริบูรณ์โดยส่วนเดียว เพราะทำไม่ให้ขาดแม้วันหนึ่ง ให้ถึงจริมกจิต และพึง ประพฤติให้บริสุทธิ์ โดยส่วนเดียว ดังสังข์ขัด เช่น กับสังข์ที่ขัดสีแล้ว ได้แก่ เทียบกับสังข์ที่ชำระแล้ว เพราะทำให้ไม่มีมลทิน โดยมลทินคือกิเลสแม้ในวัน หนึ่ง แล้วให้ถึงจริมกจิต. บทว่า อิทํ น สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา ความว่า พรหมจรรย์นั้น อันผู้อยู่ท่ามกลางเรือนพระพฤติให้บริบูรณ์โดยส่วน เดียว ฯลฯ กระทำไม่ได้ง่ายเลย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดห่มผ้าอัน เหมาะแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ที่ชื่อว่า กาสายะ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาด ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน. บทว่า อจิรปกฺกนฺเตสุ ถุลฺลโกฏฺิตเกสุ พฺราหฺมณคหปติเกสุ เยน ภควา เตนูปสงฺกมิ ความว่า ในเมื่อพรหมณ์ และคหบดี เหล่านั้นยังไม่ลุกไป รัฐปาลกุลบุตร ก็ไม่ทูลขอบรรพชาต่อพระ ผู้มีพระภาคเจ้า. เพราะเหตุไร. เพราะญาติสาโลหิตมิตรทั้งหลาย ของเขาในที่ นั้นเป็นจำนวนมาก ก็หวังกันอยู่ คนเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านเป็นลูกคนเดียว ของมารดาบิดา ท่านไม่ควรบวช แล้วพึงจับเขาที่แขนคร่ามา แต่นั้น บรรพชา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka