อนุญฺาโตสิ มาตาปิตูหิ ฯเปฯ อุทฺทิสิตพฺพา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
อุทฺทิสิตพฺพา ความว่า พึงมาแสดงตนอย่างที่มารดาบิดาเห็นได้บางครั้งบาง
คราว. บทว่า พลํ คเหตฺวา ความว่า บริโภคโภชนะอันสบาย บำรุงกายด้วย
การขัดสี. เป็นต้น เกิดกำลังกายแล้ว ไหว้มารดาบิดา ละเครือญาติ ที่มีน้ำตา
นองหน้า เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ฯล ฯ ขอพระผู้มีพระภาค
เจ้า โปรดบวชข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก
ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ สั่งว่า ภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้รัฐปาละ
บรรพชาและอุปสมบท. ภิกษุนั้นรับพระพุทธพจน์ว่า สาธุ พระเจ้าข้า ได้
กุลบุตร ชื่อ รัฐปาละ ที่พระชินเจ้าประทานเป็นสัทธิวิหาริก ให้บรรพชา
และอุปสมบท. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลตฺถ โข รฏฺปาโล
กุลปุตฺโต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ. บทว่า ปหิตตฺ-
โต วิหรนฺโต ความว่า อยู่อย่างนี้ ๑๒ ปี. จริงอยู่. ท่านผู้นี้เป็นไนยบุคคล
มีบุญแม้พร้อมด้วยบุญเก่าอยู่ ก็ต้องบำเพ็ญสมณธรรมด้วย ความมุ่งมั่นว่า
พระอรหัตวันนี้ พระอรหัตวันนี้ ปีที่ ๑๒ จึงบรรลุพระอรหัต. บทว่า เยน
ภควา เตนูปสงฺกมิ ความว่า พระเถระคิดว่า มารดา บิดาของเราอนุญาต
ให้บวช กล่าวว่า เจ้าต้องมาพบเราบางครั้งบางคราว แล้วจึงอนุญาต ก็มารดา
บิดาเป็นผู้กระทำกิจที่ทำได้ยาก ก็เราบวชด้วยอัธยาศรัย อันใด อัธยาศรัยอัน
นั้นอยู่เหนือกระหม่อมของเรา บัดนี้ เราจักทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดง
ตัวแก่มารดาบิดา แล้วประสงค์จะทูลลา จึงเข้าเฝ้า. บทว่า มนสากาสิ
ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใส่พระทัยว่า เมื่อพระรัฐปาละไปแล้ว จักมี
อุปสรรคไร ๆ ไหมหนอ. ทรงทราบว่า จักมีแน่ ทรงตรวจดูว่า พระรัฐปาละ
จักสามารถย่ำยีอุปสรรคนั้นหรือหนอ ทรงเห็นว่า พระรัฐบาละนั้นบรรลุพระ-
อรหัต ก็ทรงทราบว่า จักสามารถ จึงทรงอนุญาต . ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า