Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 36 หน้าที่ 77

เล่ม มมร. 36 หน้า 77 ข้อ 33
ตตฺรุปายาย ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันเป็นอุบายในการจัดขนสัตว์ และฝ้ายนั้น ที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า เราควรทำงานนี้ในเวลานั้นดังนี้. บทว่า อลํ กาตุํ อลํ สํวิธาตุํ ได้แก่ ตนทำเองก็ดี ใช้ให้คนอื่นทำก็ดี ก็ควร ทั้งนั้น อธิบายว่า จักชื่อว่าเป็นผู้สามารถได้ ดังนี้. บทว่า กตญฺจ กตโต ชานิสฺสาม อกตญฺจ อกตโต ความว่า เราจักรู้อย่างนี้ว่า เราควรให้สิ่งนี้และทำกิจนี้แก่ผู้มาทำงานชื่อนี้ตลอดทั้งวัน ผู้มาทำงานชื่อนี้ครึ่งวัน แก่ผู้เสร็จงาน แก่ผู้นั่งอยู่ในเรือน ดังนี้. ด้วยบทว่า คิลานกานญฺจ พลาพลํ ท่านแสดงว่า ก็ถ้าว่าเขาให้ยาและอาหารเป็นต้น แก่คนเหล่านั้นในเวลาเจ็บไข้ไม่ทำให้แสลงแก่โรค คนเหล่านี้ย่อมทำสิ่งที่ตน ปรารถนาในเวลาเราไม่มีโรค ในเวลาเจ็บไข้ ก็ไม่รู้ว่าเรามีอยู่ ดังนั้นเขาเป็น ผู้เหนื่อยหน่ายไม่ทำกิจทั้งหลายในภายหลัง หรือทำกิจที่ควรทำ เพราะฉะนั้น เจ้าทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักรู้ความมีกำลังและไม่มีกำลังของคน เหล่านั้นแล้ว จักรู้สิ่งที่พึงให้และกิจที่ควรทำ. บทว่า ขาทนียํ โภชนียํ จสฺส ได้แก่ จักแจกจ่ายของเคี้ยวและ ของกินแก่คนภายใน. บทว่า ปจฺจยํเสน คือ ตามส่วนที่เขาควรจะได้ อธิบายว่า ตามสมควรแก่ส่วนอันตนพึงได้. บทว่า สํวิภชิสฺสาม คือ จักให้. บทว่า สมฺปาเทสฺสาม คือ จักให้ถึงพร้อม. บทว่า อธุตฺตี ได้แก่ ไม่เป็นหญิงนักเลง โดยเป็นนักเลงผู้ชาย และนักเลงสุรา. บทว่า อเถนี คือ ไม่เป็นหญิงขโมย ไม่เป็นหญิงโจร. บทว่า อโสณฺฑี คือ ไม่เป็น นักเลง มีนักเลงสุราเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า จบพระสูตรอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงสรุปด้วย คาถาทั้งหลาย จึงตรัสคำเป็นต้นว่า โย นํ ภชติ สพฺพทา ดังนี้. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า ภรติ ได้แก่ หาเลี้ยง บำรุง. บทว่า สพฺพกามหรํ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka