ของท่านไปทำฌาปนกิจ และก่อสถูปของท่านไว้. บทว่า ตสฺส กา คติ
ความว่า บรรดาคติทั้ง ๕ ท่านมีคติอุปบัติภพเป็นอย่างไร. อนึ่ง บทว่า
คติ แปลว่าบังเกิด อธิบายว่า คติของท่านตกลงอย่างไรว่าเป็นพระอริยะ
หรือปุถุชน. บทว่า อภิสมฺปราโย ได้แก่ ท่านละไปแล้วเกิดในภพหรือ
ดับในภพ. ว่าโดยอรรถ เป็นอันทรงประกาศว่าท่านปรินิพพานด้วยการ
ตรัสสั่งสร้างสถูปไว้ ก็จริง แต่ถึงกระนั้น เหล่าภิกษุผู้ไม่รู้ด้วยเหตุเพียง
เท่านั้นก็จะทูลถามว่า คติของท่านเป็นอย่างไร หรือผู้ประสงค์จะให้ทำให้
ปรากฏชัด จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนั้น.
บทว่า ปณฺฑิโต โดยความว่า ชื่อว่าบัณฑิต เพราะไป คือดำเนินไป
ได้แก่เป็นไปด้วยปัญญา ชื่อว่าปัณฑะ เพราะบรรลุด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยอรหัตมรรค. บทว่า ปจฺจปาที แปลว่า ดำเนินไปแล้ว. บทว่า
ธมฺมสฺส ได้แก่ โลกุตรธรรม. บทว่า อนุธมฺมํ ได้แก่ ธรรมคือ
ปฏิปทามีสีลวิสุทธิเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ธมฺมสฺส ได้แก่ นิพพาน-
ธรรม. บทว่า อนุธมฺมํ ได้แก่ ธรรมคืออริยมรรคและอริยผล. บทว่า
น จ มํ ธมฺมาธิกรณํ ความว่า ก็เหตุแห่งการแสดงธรรม ไม่ทำเราให้
ลำบาก เพราะปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอน. จริงอยู่ ท่านฟังธรรมหรือเรียน
กรรมฐานในสำนักของพระศาสดา ไม่ปฏิบัติธรรมตามที่ทรงพร่ำสอน
ชื่อว่า ทำพระศาสดาให้ทรงลำบาก ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า
วิหึสสญฺี ปคุณํ น ภาสึ
ธมฺมํ ปณีตํ มนุเชสุ พฺรหฺเม
เรามีความสำคัญในความลำบาก จึงไม่กล่าวธรรม
ให้คล่องแคล่ว ให้ประณีต ในหมู่ชน ในหมู่พรหม.