อญฺตรํ ได้แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้ไม่ปรากฏนามและโคตร. บทว่า อามนฺเตสิ
ได้แก่ มีพระประสงค์จะให้ภิกษุเหล่านั้นเข้าใจ จึงมีพระบัญชา. บทว่า
เอวํ ได้แก่ ในการรับพระดำรัส . อธิบายว่า ดังข้าพระองค์ขอวโรกาส.
บทว่า เอวํ ได้แก่ ด้วยการปฏิญญาอีก. บทว่า อภิกฺขณํ อโห สุขํ
อโห สุขนฺติ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า รับรู้อุทานของตนว่า
ข้อนั้น จงเป็นอย่างนั้น คือ จงเป็นโดยประการที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าว.
บทว่า กึ ปน ตฺวํ ภทฺทิย ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสถาม พระองค์ไม่ทรงทราบจิตของท่านหรือ ? ตอบว่า ไม่ทรงทราบ
ก็หามิได้ ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสถาม เพื่อให้กล่าวเรื่องนั้น
แล้วให้ภิกษุเหล่านั้นยินยอม. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า พระ-
ตถาคตทั้งหลายทั้งที่รู้ตรัสถามก็มี ทั้งที่รู้ไม่ตรัสถานก็มี. บทว่า อตฺถวสํ
แปลว่า เหตุ.
บทว่า อนฺเตปุเร ได้แก่ ในภายในพระราชตำหนักอันเป็นที่สัญจร
ของสาวชาววัง อันเป็นที่ทรงสนาน ทรงเสวย และเป็นที่บรรทมเป็นต้น
ของพระราชา. บทว่า รกฺขา สุสํวิหิตา ได้แก่ การคุ้มครองอันพวก
ราชบุรุษกระทำการรักษาอย่างกวดขัน ได้จัดแจงไว้โดยรอบอย่างดี. บท
ว่า พหิปิ อนฺเตปุเร ได้แก่ ในราชตำหนักอันเป็นภายนอกจากภายใน
พระราชวัง มีหอคอยเป็นต้น . บทว่า เอวํ รกฺขิโต โคปิโต สนฺโต
ความว่า ข้าพระองค์นั้นเป็นผู้อันราชบุรุษหลายร้อยรักษา คุ้มครอง เพื่อ
ความปลอดภัย เพื่อความอยู่สำราญของข้าพระองค์เอง ด้วยการจัดแจง
การรักษาป้องกัน และคุ้มครองอย่างดีในที่มากมาย ทั้งภายในและภาย-
นอกพระตำหนักราชธานี ราชอาณาเขต ด้วยประการอย่างนี้. บทว่า
ภีโต เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภีโต