อตฺถิ เป็นบาลีที่เหลือ. บทว่า เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา ความว่า เหาะขึ้น
จากพื้นดิน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อากาเส อนฺตลิกฺเข คือ
ในอากาศเป็นที่เห็นรูปในระหว่าง โดยปริยายศัพท์ก็คืออากาศ. อีกอย่าง
หนึ่ง ท่านกล่าวไว้โดยพิเศษว่า ในอากาศกล่าวคือที่เห็นรูปในระหว่าง
ไม่ใช่ในอากาศที่เพิกกสิณเป็นต้น. ศัพท์ว่า อโห ในบทว่า อโห ทานํ
นี้ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าน่าอัศจรรย์.
จริงอยู่ ท้าวสักกะจอมเทพ เกิดพระหฤทัยน้ำอัศจรรย์ว่า เพราะเหตุ
ที่เรากระทำความยำเกรงด้วยมือของตนโดยเคารพ แด่พระผู้เป็นเจ้ามหา-
กัสสปเถระผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ แล้วทำสัมมาทิฏฐิไม่ให้เปลี่ยนแปลง
ไม่ให้กระทบกระทั่งผู้อื่นโดยกาล จึงถวายทานด้วยโภชนะเป็นทิพย์เช่นนี้
ฉะนั้น เพราะเราเป็นผู้ประกอบด้วยสมบัติ ๓ ประการ คือ เขตสมบัติ
ไทยสมบัติ และจิตสมบัติ จึงบำเพ็ญทานอันสมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวง
หนอ ในคราวนั้น เมื่อจะหลั่งออกซึ่งปีติและโสมนัสที่อยู่ภายในพระหฤทัย
ของพระองค์ จึงกล่าวว่า อโห ทานํ ทานน่าอัศจรรย์ เมื่อทรงประกาศ
ว่า ทานนั้นเป็นทานสูงสุด และว่า เป็นเขต โดยนัยดังกล่าวแล้ว จึงทรง
เปล่งอุทานว่า ปรมทานํ กสฺสเป สุปติฏฺิตํ ดังนี้.
ก็เมื่อท้าวสักกะทรงเปล่งอุทานอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประ-
ทับอยู่ที่พระวิหารนั่นเอง ทรงสดับเสียงด้วยทิพยโสต แล้วตรัสแก่ภิกษุ
ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเห็นไหม ท้าวสักกะจอมเทพทรง
เปล่งอุทานแล้วเหาะไป อันภิกษุเหล่านั้น ทูลถามว่า ก็ท้าวสักกะนั้น
ทรงกระทำอะไร พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ท้าวเธอลวงถวายทานแด่ท่าน
กัสสป บุตรของเรา เพราะเหตุนั้นแล ท้าวเธอพอพระทัยจึงทรงเปล่ง