Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 344

เล่ม มมร. 44 หน้า 344 ข้อ 81
จัดว่าทำกรรมหนักแล้ว วันนี้คนเข็ญใจบางคนถวายทานแก่อาตมาแล้ว พึงได้ตำแหน่งเสนาบดีหรือตำแหน่งเศรษฐี. ท้าวสักกะกล่าวว่า ใครที่ เข็ญใจกว่าข้าพเจ้ามีอยู่หรือ พระคุณเจ้า. พระเถระกล่าวว่า พระองค์ เสวยสิริราชสมบัติในเทวโลก จะเป็นคนเข็ญใจได้อย่างไร. ท้าวสักกะ กล่าวว่า ข้อนั้นชื่อว่าเป็นอย่างนั้นนะ พระคุณเจ้า ก็ข้าพเจ้าได้กระทำ กรรมอันงามไว้เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น แต่เมื่อพุทธุปบาทกาล เป็นไปอยู่ เทวบุตร ๓ องค์นี้ คือ จูฬรถเทวบุตร มหารถเทวบุตร อเนกวัณณเทวบุตร กระทำบุญกรรมแล้วเกิดในที่ใกล้กับข้าพเจ้า มีเดช มากกว่าข้าพเจ้า เมื่อเทวบุตรเหล่านั้นคิดจะเล่นงานนักขัตฤกษ์ จึงพานาง บำเรอลงสู่ระหว่างถนน ข้าพเจ้าจึงหนีเข้าเรือน เพราะเดชจากสรีระของ เทพบุตรเหล่านั้น กลบร่างของข้าพเจ้า เดชจากร่างของข้าพเจ้า หาได้ กลบร่างของเทพบุตรเหล่านั้นไม่ ใครจะเป็นผู้เข็ญใจกว่าข้าพเจ้าล่ะ พระ- คุณเจ้า. พระเถระกล่าวว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น ตั้งแต่นี้ไป พระองค์ อย่าลวงอย่างนี้ แล้วถวายทานแก่อาตมา. ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อข้าพเจ้า ลวงถวายทานแก่ท่าน ข้าพเจ้าจะมีกุศลหรือไม่มี พระเถระกล่าวว่า มี อาวุโส. ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ขึ้นชื่อว่าการทำกุศลเป็นหน้าที่ ของข้าพเจ้าน่ะ ขอรับ ดังนี้แล้ว จึงนมัสการพระเถระ พานางสุชาดาทำ ประทักษิณพระเถระแล้วเหาะไป เปล่งอุทานขึ้น ๓ ครั้งว่า น่าอัศจรรย์ ทานที่เราตั้งไว้ดีแล้วในพระกัสสปเป็นทานอย่างยิ่ง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า อถ โข อายสฺมโต มหกสฺสปสฺส เอตทโหสิ ดังนี้. พระมหากัสสปเรียกท้าวสักกะจอมเทพโดยโคตรว่า โกสิยะ ใน พระบาลีนั้น. บทว่า ปุญฺเน อตฺโถ แปลว่า ประกอบด้วยบุญ. บทว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka