อนึ่ง บทว่า ยญฺจ ปตฺตพฺพํ ความว่า กามคุณใด อันบุคคลถึงแล้ว ด้วย
อำนาจอเจลกวัตรเป็นต้น ชื่อว่ายังตนให้เดือดร้อน. บทว่า ยญฺจ ปตฺตพฺพํ
ความว่า กามคุณใด เป็นผลที่จะพึงถึงในอบาย เพราะเหตุแห่งการสมาทาน
มิจฉาทิฏฐิกรรม. บทว่า อุภยเมตํ รชานุกิณฺณํ ได้แก่ กามคุณทั้งสอง
นั้น เกลื่อนกล่นด้วยธุลีคือทุกข์. บทว่า อาตุรสฺส ได้แก่ ผู้เดือดร้อน
เพราะทุกข์ ด้วยความลำบากทางกาย. บทว่า อนุสิกฺขโต ได้แก่ ผู้สำเหนียก
ตามมิจฉาทิฏฐิ และบุคคลผู้ยึดมั่นมิจฉาทิฏฐินั้น.
บทว่า เย จ สิกิขาสารา ความว่า ก็เหล่าชนที่เขาเรียกว่า บริสุทธิ์
ในสงสารด้วยศีลพรตนี้ เพราะถือเอาสิกขาคือศีลพรตเป็นต้น ที่ตนยึดถือ
โดยเป็นสาระ. ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า ศีล พรต ชีวิต พรหมจรรย์ การ
อุปัฏฐากอันเป็นสาระ ดังนี้เป็นต้น. ในข้อนั้น ข้อที่บุคคลงดเว้น ย่อมไม่
ทำ จัดเป็นศีล การประพฤติลำบากเพราะจะต้องบริโภคตามเวลาเป็นต้น
จัดเป็นวัตร การเป็นอยู่ด้วยความเป็นผู้มีผักเป็นภักษาเป็นต้น จัดเป็นชีวิต
เมถุนวิรัติ จัดเป็นพรหมจรรย์ การที่ศีลพรตเหล่านั้นดำรงอยู่เนืองๆ จัด
เป็นการอุปัฏฐาก อีกอย่างหนึ่ง การปรนนิบัติ พระขันธกุมาร และพระ-
อิศวร เป็นต้น ด้วยการประพรมตั่งของภูตเป็นต้น จัดเป็นการอุปัฏฐาก
ความบริสุทธิ์ในสงสาร ย่อมมีด้วยศีลเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วเหล่านี้ ด้วย
การอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ยึดถือศีลเป็นต้น
เหล่านั้น โดยเป็นสาระดำรงอยู่ พึงทราบว่า ผู้มีการศึกษาเป็นสาระ มีศีล
พรต ชีวิต พรหมจรรย์ และการอุปัฏฐากเป็นสาระ. บทว่า อยเมโก
อนฺโต ความว่า ส่วนสุดนี้ คือการประกอบตนให้ลำบาก โดยการยึดถือ
ศีลพรต เป็นการปฏิบัตินอกทางมัชฌิมาปฏิปทา และชื่อว่าเป็นส่วนสุด