บทว่า อพฺโภกาเส ได้แก่ ในโอกาสที่ไม่ปกปิด ได้แก่ลานวิหาร.
บทว่า เตลปฺปทีเปสุ ฌายมาเนสุได้แก่ เมื่อประทีปโชติช่วงด้วยน้ำมัน.
ถามว่า ก็รัศมีด้านละวาของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามปกติ แผ่ซ่าน
ไปตลอดที่ประมาณวาหนึ่งข่มแสงจันทร์และแสงอาทิตย์ ฉายแสงสว่างของ
พระพุทธเจ้าที่หนาทึบตั้งกำจัดความมืดมิด แม้รัศมีแห่งพระวรกายก็ฉาย
พุทธรังสีที่หนาทึบ มีพรรณ ๖ ประการ มีสีเขียวและเหลืองเป็นต้น ตาม
ปกติทีเดียว ทั้งทำที่มีประมาณ ๘๐ ศอก โดยรอบให้สว่างไสว เมื่อเป็น
เช่นนั้น ในโอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง อันมีแสงสว่างเป็น
อันเดียวกัน กับแสงสว่างของพระพุทธเจ้านั่นแล ไม่จำต้องมีกิจคือการ
ตามประทีปมิใช่หรือ ? ตอบว่า ไม่มีก็จริง แม้ถึงอย่างนั้น อุบาสกผู้ต้องการ
บุญ ก็ต้องการตามประทีปน้ำมันทุกวัน ๆ เพื่อทำการบูชาพระผู้มีพระภาค-
เจ้า และภิกษุสงฆ์. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในสามัญญผลสูตรว่า ประทีป
เหล่านั้นย่อมโพลงอยู่ในโรงกลม ดังนี้. แม้คำว่า รตฺตนฺธการติมิสายํ นี้
ท่านกล่าวไว้ เพื่อระบุถึงความเป็นจริงของราตรีนั้น แต่หาได้กล่าวโดย
โอกาสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเป็นภาวะที่มืดมิดไม่. จริงอยู่ เพื่อ
จะทำการบูชาเท่านั้น แม้กาลนั้น พวกอุบาสกก็ตามประทีปไว้.
ก็ในวันนั้น อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีจำนวนมากชำระร่างกายแต่เช้า
ตรู่ ไปยังวิหารสมาทานองค์อุโบสถ นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุข เข้าไปสู่พระนครให้มหาทานเป็นไปแล้ว ส่งเสด็จพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า และส่งภิกษุสงฆ์กลับแล้ว ไปยังเรือนของตน ๆ บริโภคด้วยตน
เอง นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย มีอุตราสงค์เฉวียงบ่า ต่างถือของหอมและ
ดอกไม้เป็นต้น พากันไปยังวิหารบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกเข้าไป