กระทำ ในที่นั้น แม้สุภัททะก็จักมาเฝ้าเรา ถามปัญหา ในที่สุด การแก้
ปัญหาจึงตั้งอยู่ในสรณะ. ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว เจริญกัมมัฏฐาน
บรรลุพระอรหัต ในเมื่อเรายังทรงชีพอยู่นั่นแล จักเป็นผู้ชื่อว่าปัจฉิม-
สาวก เมื่อเราปรินิพพานในที่อื่นเสีย ความทะเลาะก็จักมี เพราะธาตุ
เป็นเหตุ โลหิตจักไหลไปเหมือนแม่น้ำ แต่เมื่อเราปรินิพพานในกรุง
กุสินารา โทณพราหมณ์ ก็จักสงบวิวาทนั้น แบ่งธาตุทั้งหลายให้ไป
ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเห็นเหตุ ๓ ประการดังว่ามานี้ จึงได้
เสด็จไปยังกรุงกุสินารา ด้วยความอุตสาหะใหญ่.
ศัพท์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตใช้ในโจทนัตถะ. บทว่า กิลนฺโตสฺมิ
ความว่า เราเป็นผู้ซูบซีด. ด้วยบทนั้น ทรงแสดงเฉพาะเวทนาตามที่
กล่าวแล้วว่ามีกำลังรุนแรงทีเดียว. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จ
ดำเนินไปในกาลนั้น ด้วยอานุภาพของพระองค์ ก็เวทนาอันแรงกล้า
เผ็ดร้อน เป็นไปโดยประการที่คนเหล่าอื่น ไม่สามารถทำการยกเท้าขึ้นได้
เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระองค์จึงตรัสว่า เราจักนั่ง ดังนี้.
บทว่า อิทานิ แปลว่า ในกาลนี้. บทว่า ลุลิตํ ได้แก่ อากูล
เหมือนถูกย่ำยี. บทว่า อาวิลํ แปลว่า ขุ่นมัว. บทว่า อจฺโฉทกา ได้แก่
น้ำที่ใสน้อย. บทว่า สาโตทกา ได้แก่ น้ำที่มีรสอร่อย. บทว่า สีโตทกา
ได้แก่ น้ำเย็น. บทว่า เสโตทกา ได้แก่ น้ำปราศจากเปือกตม. จริงอยู่
น้ำ โดยสภาวะ มีสีขาว แต่กลายเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจพื้นที่ และ
ขุ่นมัวไปด้วยเปือกตม. แม่น้ำ แม้ขาว มีทรายหยาบสะอาด เกลื่อนกล่น
มีสีขาวไหลไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เสโตทกา น้ำขาว. บทว่า
สุปติฏฺา แปลว่า ท่าดี. บทว่า รมณียา ความว่า อันบุคคลพึงยินดี