Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 44 หน้าที่ 743

เล่ม มมร. 44 หน้า 743 ข้อ 168
โดยเป็นส่วนภูมิภาคอันเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ และชื่อว่าเป็นที่รื่นรมย์แห่ง ใจ เพราะสมบูรณ์ด้วยน้ำตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า กิลนฺโตสฺมิ จุนฺท นิปชฺชิสฺสามิ ความว่า ในบรรดาตระกูล ช้าง ๑๐ ตระกูลที่พระตถาคตตรัสไว้อย่างนี้ว่า ช้าง ๑๐ เชือกเหล่านี้ คือช้างตระกูลกาฬาวกะ ๑ ช้างตระกูลคังเคยยะ ๑ ช้างตระกูลปัณฑระ ๑ ช้าง ตระกูลตัมพะ ๑ ช้างตระกูลปิงคละ ๑ ช้างตระกูล คันธะ ๑ ช้างตระกูลมังคละ ๑ ช้างตระกูลเหมาะ ๑ ช้างตระกูลอุโบสถ ๑ ช้างตระกูลฉันทันต์ ๑. กำลังแห่งช้างตามปกติ ๑๐ เชือก กล่าวคือช้างตระกูลกาฬาวกะ ตามที่ กล่าวแล้วอย่างนี้ เป็นกำลังของช้างตระกูลคังเคยยะ ๑ เชือก รวมความว่า โดยการคำนวณที่คูณด้วย ๑๐ แห่งช้างตามปกติ กำลังกายพระตถาคตซึ่งมี ประมาณกำลัง ๑,๐๐๐ โกฏิเชือกทั้งหมดนั้นถึงซึ่งความสิ้นไป เหมือนน้ำที่ เขาใส่ไว้ในกระบอกกรองน้ำ ตั้งแต่ภายหลังภัตรในวันนั้น. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเสด็จจากเมืองปาวา ๓ คาวุต จากกุสินารา ประทับนั่งในระหว่าง นี้ ในที่ ๒๕ (คาวุต) กระทำความอุตสาหะใหญ่ เสด็จมาถึงกรุงกุสินารา ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคต. พระองค์ทรงแสดงเนื้อความนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า โรคย่อมมาย่ำยีบุคคลผู้ไม่มีโรคทั้งหมดได้ ด้วยประการฉะนี้ เมื่อจะตรัส พระวาจา อันกระทำความสังเวชแก่สัตวโลก พร้อมทั้งเทวโลก จึงตรัสว่า จุนทะ เราเห็นผู้เหน็ดเหนื่อย จักนอนละ ดังนี้. การนอนในคำว่า สีหเสยฺยํ นี้ มี ๔ อย่าง คือ การนอนของบุคคล ผู้บริโภคกาม ๑ การนอนของพวกเปรต ๑ การนอนของพระตถาคต ๑
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka