Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 45 หน้าที่ 510

เล่ม มมร. 45 หน้า 510 ข้อ 262
แก่ธรรม ๑ ว่าเป็นรากแห่งศรัทธา. บทว่า ปติฏฺิตา ได้แก่หยั่งลงแล้ว โดยเป็นภาวะที่ใคร ๆ ให้หวั่นไหวไม่ได้ เพราะบรรลุอริยมรรค. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ทฬฺหา อสํหาริยา ดังนี้. บทว่า ทฬฺหา แปลว่ามั่นคง. บทว่า อสํหาริยา ความว่า เป็นสิ่งที่อันใคร ๆ ไม่สามารถ เพื่อจะนำไปได้ หรือให้หายไป หรือนำออกไปได้. เทวดาเหล่านั้นหวังจะให้เทพบุตรนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงกล่าว อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. เพราะว่าเทวดาเหล่านั้น ปรารถนาพระอริยบุคคล ผู้สมควรแก่การเข้าไปเสวยกามสุข ในเทวโลกของคนเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนเทพ ท่านจงมาบ่อย ๆ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาทั้งหลายดังต่อไปนี้. แม้การตายเพราะหมด บุญย่อมมีได้ด้วยการเข้าไปตัดขาดแห่งชีวิตินทรีย์ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าจึงตรัสว่า ย่อมจุติเพราะสิ้นอายุ. บทว่า อนุโมทตํ ความว่า ผู้อนุโมทนาอยู่. บทว่า มนุสฺสานํ สหพฺยตํ ได้แก่ถึงความเป็นผู้อยู่ร่วม กันด้วยมนุษย์ทั้งหลาย. ชื่อว่า สหัพยะ เพราะอรรถว่าอยู่ร่วม ได้แก่เป็นไป ด้วยกัน ภาวะแห่งสหัพยะนั้น ชื่อว่า สหัพยตา. บทว่า นิวิฏฺสฺส ความว่า พึงเป็นคุณชาติตั้งมั่นลง. บทว่า ยาวชีวํ ความว่า เพียงไรแต่การดำเนินไป แห่งชีวิต. อธิบายว่า จนกว่าจะถึงปรินิพพาน. บทว่า อปฺปมาณํ ความว่า เว้นจากประมาณ ด้วยสามารถแห่งการกระทำให้มาก ให้โอฬาร และทำให้ มากครั้ง ด้วยความเคารพ. บทว่า นิรูปธึ ความว่า เว้นจากอุปธิ คือ สังกิเลส อธิบายว่า บริสุทธิ์อย่างยิ่ง คือปราศจากมลทินโทษ. ก็เพราะเหตุที่เทวดาเหล่านั้น ไม่ปรารถนามหัคคตกุศล เพราะยังไม่ อยากพ้นไปจากกามโลก ย่อมปรารถนาเฉพาะบุญที่เป็นกามาจรอย่างเดียว
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka