อุกฤษฏ์ ด้วยคำว่าสเทวะในพระสูตรนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ชนเหล่าใดจะพึงมี
ความเข้าใจผิดว่า ขึ้นชื่อว่ามาร ชื่อวสวัตดีมีอานุภาพมาก เป็นใหญ่ในสวรรค์
ชั้นฉกามาพจรมีอยู่. แต่พระพรหมมีอานุภาพมากแม้กว่ามารนั้นใช้นิ้วทั้ง ๑๐
ส่องแสงสว่างไปในหมื่นจักรวาล เสวยสุขอันเกิดจากฌานสมาบัติชั้นสูงมีอยู่.
และสมณพราหมณ์จำนวนมากผู้มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตใจของผู้อื่นมีอานุภาพ
มาก ยังมีอยู่ ทั้งหมู่สัตว์นี้ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด หาประมาณมิได้ก็ยังมี อารมณ์
ของสัตว์เหล่านี้ทั้งหมดนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงรู้แล้ว โดย
ไม่มีเหลือเทียวหรือ ? พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงขจัดความเข้าใจผิด
ของชนเหล่านั้น จึงได้ตรัสคำมีอาทิไว้ว่า สเทวกสฺส โลกสฺส. ส่วนโบรา-
ณาจารย์ ได้กล่าวไว้ว่า บทว่า สเทวกสฺส คลุมถึงสัตวโลกไม่มีเหลือ
พร้อมด้วยเทวดาทั้งหลาย บทว่า สมารกสฺส คลุมถึงสัตวโลกไม่มีเหลือ
พร้อมด้วยมาร บทว่า สพฺรหฺมกสฺส คลุมถึงสัตวโลกไม่มีเหลือพร้อมด้วย
พรหมทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงใส่สัตว์แม้ทั้งหมดผู้เข้าถึง
ภพทั้ง ๓ ลงใน ๓ บทอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงใช้ ๒ บทคลุมอีก จึงได้ตรัสไว้ว่า
สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย (อันหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง
สมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์). พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครอบ-
คลุมสัตว์ทั้งหมด ที่กำหนดด้วยขันธ์ทั้ง ๓ ไว้ ด้วยทั้ง ๕ บทอย่างนี้.
ด้วยบทว่า ยสฺมา ตํ ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธํ (เพราะเหตุที่
อารมณ์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้แล้ว) พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงแสดงคำนี้ไว้ คือ รูปารมณ์อันใด มีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น มาสู่คลอง
ในจักขุทวารของสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลก ในโลกธาตุที่หาประมาณมิได้
รูปารมณ์นั้นทั้งหมด พระตถาคตเจ้าได้ทรงรู้แล้วอย่างนี้ว่า สัตว์นี้เห็น
รูปารมณ์นี้ในขณะนี้แล้ว ดีใจหรือเสียใจ หรือเกิดมีใจเป็นกลาง. สัททารมณ์