ปริเยสิตํ ได้แก่แสวงหาอารมณ์ที่มาประจวบเข้าบ้าง ที่ไม่มาประจวบเข้าบ้าง.
บทว่า อนุวิจรตํ มนสา ได้แก่ อารมณ์ที่ทรงใคร่ครวญด้วยใจ. ควรจะ
เชื่อมความว่า ถามว่า ใคร่ครวญด้วยใจของใคร ? ตอบว่า ด้วยใจของสัตวโลก
พร้อมทั้งเทวโลก ฯลฯ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สเทวกสฺส โลกสฺส ต่อไป. สัตวโลก
พร้อมด้วยเทวโลกทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สเทวโลกะ. แห่งสัตวโลก
พร้อมทั้งเทวโลกนั้น. แม้ในบทที่เหลือ ก็มีนัยนั้นเหมือนกัน. ก็ด้วยคำว่า
สเทวกะ ในพระสูตรนี้ พึงทราบถึงการทรงถือเอาเทวดาชั้นกามาพจร ๕ ชั้น.
ด้วยคำว่า สมารกะ พึงทราบถึงการทรงถือเอาเทวดาชั้นกามาพจรชั้นที่ ๖.
ด้วยคำว่า สพรหมกะ พึงทราบถึงการทรงหมายเอาชั้นพรหมมีพรหมกายิกะ
เป็นต้น. ด้วยคำว่า สสฺสมณพฺราหฺมณี พึงทราบถึงการทรงถือเอาสมณ-
พราหมณ์ ผู้เป็นข้าศึกต่อพระศาสนา และการทรงถือเอาสมณพราหมณ์ผู้ระงับ
บาป และลอยบาปได้แล้ว. ด้วยคำว่า ปชา พึงทราบถึงการทรงถือเอาสัตวโลก.
ด้วยคำว่า สเทวมนุสฺส พึงทราบถึงการทรงถือเอาสมมติเทพ และมนุษย์
ที่เหลือ เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตวโลกพร้อมด้วยเทวดามารและพรหม ในพระสูตรนี้
พึงทราบว่าทรงถือเอาแล้วด้วยบททั้ง ๓ สัตวโลกเท่านั้น พึงทราบว่าทรงถือเอา
แล้วด้วยบททั้งสอง ด้วยอำนาจประชาสัตว์. อีกนัยหนึ่งเทวโลกชั้นอรูปาพจร
พระองค์ถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า สเทวกะ. เทวโลกชั้นฉกามาวจร ด้วยคำว่า
สมารกะ. พรหมโลกชั้นที่มีรูป ด้วยคำว่า สพรหมกะ. สัตวโลกที่เหลือ
พร้อมด้วยสมมติเทพทั้งหลาย ทรงถือเอาแล้วด้วยคำว่า สัสสมณพราหมณ-
ศัพท์เป็นต้น.
ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงมีสัตวโลกทั้งหมด
เป็นอารมณ์ ได้ทรงประกาศความเป็นผู้ได้ตรัสรู้แล้ว โดยการกำหนดอย่าง