บทว่า อารา ปมาทมฺหา ความว่า เหมวตยักษ์ถามถึงเจตนางด-
เว้นจากอพรหมจรรย์ โดยความเป็นผู้อยู่ห่างไกลจากการปล่อยจิตในกามคุณ
ทั้งห้า หรือสวดกันว่า อารา ปมทมฺหา ดังนี้ก็มี มีอธิบายว่า ห่างไกล
จากมาตุคาม.
ก็เหมวตยักษ์ถามถึงความที่พระองค์ทรงมีกำลังในการงดเว้นจากกาย-
ทุจริต ๓ อย่างนั้นนั่นแล ด้วยบทนี้ว่า ฌานํ น ริญฺจติ ย่อมไม่ทรงละ
ทิ้งฌานแลหรือ เพราะวิรัติของผู้ประกอบด้วยฌานมีกำลังแล.
ลำดับนั้น สาตาคิรยักษ์ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงงดเว้นจาก
อทินนาทานเป็นต้น ในปัจจุบันอย่างเดียวก็หาไม่ แม้ในอดีตกาล ก็ทรงงดเว้น
จากอทินนาทานเป็นต้น ตลอดกาลนาน จึงทรงได้รับมหาปุริสลักษณะนั้น ๆ
ด้วยอานุภาพแห่งวิรัตินั้นนั่นเทียว และโลกพร้อมทั้งเทวโลก กล่าวสรรเสริญ
พระองค์โดยนัยว่า พระสมณโคดมทรงงดเว้นจากอทินนาทาน เป็นต้น เพราะ
ฉะนั้น เมื่อบันลือสีหนาท ด้วยวาจาอันสละสลวย จึงกล่าวว่า พระองค์ไม่
ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ดังนี้ บทนั้นโดยอรรถปรากฏชัดแล้วแล.
ในบาทที่ ๓ แห่งคาถาแม้นี้ บาลีมี ๒ อย่างคือ ปมาทนฺหา ปมทมฺหา
ในบาทที่ ๔ เท่านั้น ผู้ศึกษาทราบเนื้อความว่า บทว่า ฌานํ น รญฺจติ
ความว่า พระองค์ย่อมไม่ทรงทำฌานให้ว่าง คือ สูญ ได้แก่ไม่ทรงสละ.
เหมวตยักษ์ฟังความบริสุทธิ์ในกายทวารอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะถาม
ถึงความบริสุทธิ์ในวจีทวาร จึงกล่าวว่า กจฺจิ มุสา น ภณติ แปลว่า
พระโคดมไม่ตรัสดำเท็จแลหรือ.