Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 46 หน้าที่ 465

เล่ม มมร. 46 หน้า 465 ข้อ 311
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่าง หรือธรรม คือ ทาน ศีล และภาวนา. บทว่า สุจิณฺโณ คือ ที่ทำดีแล้ว ประพฤติ ดีแล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ ความว่า ย่อมนำมาซึ่งสุขของมนุษย์ ดุจสุข ของโสนเศรษฐีบุตรและรัฐบาลเป็นต้น ทิพยสุขดุจสุขของทวยเทพมีท้าวสักกะ เป็นต้น และในที่สุด ย่อมนำมาซึ่งนิพพานสุข ดุจสุขของพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระมหาปทุมเป็นต้น. บทว่า สจฺจํ ความว่า ก็สัจจศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในอรรถหลาย ประการ คือ ย่อมปรากฏในวาจาสัจ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า พึงกล่าวคำสัจ ไม่พึงโกรธ ปรากฏในวิรัติสัจ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า สมณะและพราหมณ์ ตั้งอยู่ในความสัจ ปรากฏในทิฏฐิสัจ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า บุคคลกล่าว คำพูดที่เป็นกุศลต่าง ๆ แล้ว จึงกล่าวคำสัจ เพราะเหตุไร ปรากฏในพราหมณสัจ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณสัจจะ ๔ อย่างเหล่านี้ ปรากฏในปรมัตถสัจจะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ก็สัจจะมีหนึ่งไม่มีที่สอง ปรากฏในอริยสัจจะ ดุจในประโยคเป็นต้นว่า บรรดาสัจจะทั้ง ๔ สัจจะที่เป็น กุศลมีเท่าไร. แต่ในที่นี้ ชนทั้งหลายย่อมทำน้ำเป็นต้นให้เป็นไปในอำนาจได้ ย่อม ข้ามไปสู่ฝั่งแห่งชาติชราและมรณะได้ ด้วยอานุภาพแห่งวาจาสัจอันใด วาจาสัจ นั้นท่านประสงค์เอาแล้ว เพราะทำปรมัตถสัจจะให้เป็นพระนิพพาน หรือเพราะ ทำวิรัติสัจจะให้เป็นไปในภายใน เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka