เห็นนั้น ก็ย่อมเชื่อว่า ความเห็นนั้นเป็นมรรคญาณ. แต่ความเห็นนั้นมิใช่
เป็นมรรคญาณ. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิฏฺเน เจ สุทฺธิ
หากความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยการเห็นดังนี้.
พึงทราบตามแห่งคาถาที่สองต่อไปนี้ ผิว่าความบริสุทธิ์แห่งกิเลส
ย่อมมีได้แก่นรชนด้วยการเห็นอันได้แก่การเห็นรูปนั้น หรือนรชนนั้นย่อมละ
ทุกข์มีชาติเป็นต้นได้ด้วยญาณนั้น เมื่อเป็นอย่างนั้นนรชนนั้นย่อมบริสุทธิ์ได้
ด้วยมรรคอันไม่บริสุทธิ์อย่างอื่นจากอริยมรรค นรชนผู้เป็นอย่างนี้ย่อมบริสุทธิ์
ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นคนมีทิฏฐิย่อมกล่าวยกย่องความเห็นนั้นของคนผู้กล่าว
อย่างนั้น คนมีทิฏฐินั้นย่อมกล่าวความเห็นนั้นว่าผู้นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่
อาจารย์บางพวกกล่าวอย่างนั้นโดยนัยมีอาทิว่า สสฺสโต โลโก โลกเที่ยงดังนี้.
พึงทราบคาถาที่สามว่า น พฺราหฺมโณ ดังนี้เป็นต้น. บทนั้น
มีความดังต่อไปนี้ ก็ผู้ใดชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะเป็นผู้ลอยบาปได้แล้ว
ผู้นั้นเป็นพราหมณ์ขีณาสพถึงความสิ้นอาสวะด้วยมรรคไม่กล่าวความบริสุทธิ์
โดยมิจฉาทิฏฐิญาณอย่างอื่นจากอริยมรรคญาณที่เกิดขึ้นในเพราะรูปที่ได้เห็น
อันได้แก่รูปสมมติว่าเป็นมงคลยิ่งในเพราะเสียงที่ได้ฟังอันได้แก่เสียงเป็นอย่าง
นั้น ในเพราะศีลอันได้แก่ความไม่ล่วง ในเพราะพรตมีตำราดูช้างเป็นต้น
และในเพราะอารมณ์ที่ได้ทราบมีปฐวีธาตุเป็นต้น. บทที่เหลือพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเพื่อยกย่องพราหมณ์นั้น. พราหมณ์นั้นมิได้ติดอยู่ในบุญอันมี
ธาตุสามและในบาปทั้งปวง ชื่อว่าละความเห็นว่าเป็นคนเสียได้ เพราะละ
ทิฏฐิว่าเป็นตนได้แล้ว หรือเพราะละการยึดถือไร ๆ ได้ ท่านกล่าวว่าเป็นผู้