วาทะอันตนไม่ทำให้เลื่อมใสแล้วโดยอรรถและโดยพยัญชนะเป็นต้นว่าเป็นวาทะ
เสื่อมสิ้น. บทว่า ปริเทวติ บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมย่อมคร่ำครวญ คือ บุคคล
นั้นย่อมบ่นเพ้อด้วยคำมีอาทิว่า เรานึกถึงวาทะอื่นแล้วอันมีวาทะที่ไม่ทำให้
เลื่อมใสนั้นเป็นนิมิต. บทว่า โสจติ บุคคลผู้มีวาทะเสื่อมสิ้นย่อมเศร้าโศก คือ
ย่อมเศร้าโศกปรารภคำมีอาทิว่า เขานั่นแหละเป็นผู้ชนะ. บทว่า อุปจฺจคา
มนฺติ อนุตฺถุนาติ ผู้มีวาทะเสื่อมย่อมทอดถอนใจว่าท่านผู้นี้กล่าวสูงเกินเรา
ไป คือ เขาบ่นเพ้อเป็นอย่างดีโดยนัยมีอาทิว่า มีวาทะเกินเราไป.
ปริพาชกภายนอกท่านเรียกว่า สมณะ ในบทนี้ว่า เอเต วิวาทา
สมเณสุ ความวิวาทเกิดแล้วในพวกสมณะ. บทว่า เอเตสุ อุคฺฆาติ นิคฺฆาติ
โหติ ความกระทบกระทั่งกัน ย่อมมีในเพราะวาทะเหล่านี้ คือมีจิตกระทบ
กระทั่งกันด้วยการชนะและการแพ้เป็นต้น ย่อมมีในวาทะเหล่านั้น. บทว่า
วิรเม กโถชฺชํ คือพึงเว้นการทะเลาะกันเสีย. บทว่า น หญฺทตฺถตฺถิ
ปสํสลาภา ความสรรเสริญและลาภย่อมไม่มีเป็นอย่างอื่นไปเลย คือ ไม่มี
ความต้องการอย่างอื่นนอกจากความสรรเสริญและลาภในวาทะนี้.
พึงทราบความคาถาที่หกต่อไป. ก็เพราะความสรรเสริญและลาภย่อม
ไม่มีเป็นอย่างอื่นไป ฉะนั้น บุคคลนั้นแม้ได้ลาภอย่างยิ่งก็ยังกล่าววาทะนั้น
ในท่ามกลางบริษัทเป็นผู้อันบุคคลสรรเสริญในเพราะทิฏฐินั้นว่า ผู้นี้เป็นคนดี
แต่นั้นบุคคลนั้น ด้วยต้องการความชนะนั้นจึงถึงความยินดีหรือยิ้มแย้ม ย่อม
รื่นเริงและเย่อหยิ่งด้วยมานะ. เพราะเหตุไร. เพราะได้ถึงความต้องการชัยชนะ
นั้นสมใจนึก. พึงทราบคาถาว่า การยกตนของบุคคลผู้ยกตนเป็นอย่างนี้.