Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 25 หน้าที่ 700

<< | หน้าที่ 700 | >>
[๘๓๒] สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นคนอยากพูด

เข้าไปสู่บริษัทแล้ว จับคู่กล่าวหากันและกันว่า เป็นคนพาล

สมณพราหมณ์เหล่านั้นอาศัยสิ่งอื่นแล้ว

ย่อมกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน

อยากได้ความสรรเสริญ ก็กล่าวยกตนว่า เป็นผู้ฉลาด

[๘๓๓] คนผู้ประกอบถ้อยคำ(เพื่อกล่าว) ในท่ามกลางบริษัท

เมื่ออยากได้ความสรรเสริญ ย่อมเป็นผู้ลังเลใจ

เป็นผู้เก้อเขินในเมื่อถูกคัดค้านตกไป

ย่อมโกรธเคืองเพราะคำนินทา แสวงหาข้อแก้ตัว

[๘๓๔] บริษัทผู้พิจารณาปัญหากล่าววาทะของเขาว่า เลว

ถูกคัดค้านให้ตกไปแล้ว

เขาเสื่อมวาทะไปแล้ว ย่อมคร่ำครวญเศร้าโศก

ทอดถอนใจว่า เขานำ(หน้า) เราไปแล้ว

[๘๓๕] การวิวาทเหล่านี้เกิดแล้วในหมู่สมณะ

ความยินดีและความยินร้าย มีอยู่ในการวิวาทเหล่านี้

บุคคลเห็นโทษนี้แล้ว พึงงดเว้นถ้อยคำขัดแย้งกัน

เพราะว่าไม่มีประโยชน์อื่นนอกจากการได้ความสรรเสริญ

[๘๓๖] ก็หรือว่า บุคคลกล่าววาทะในท่ามกลางบริษัท

ได้รับความสรรเสริญเพราะทิฏฐิของตนนั้น

เขาย่อมหัวเราะและฟูใจด้วยประโยชน์แห่งความชนะนั้น

เพราะได้บรรลุถึงประโยชน์ตามที่ใจคิดไว้แล้ว

[๘๓๗] ความลำพองตน ย่อมเป็นภูมิสำหรับย่ำยีของเขา

เขาจึงกล่าวคำถือตัวและคำดูหมิ่นกัน

บุคคลเห็นโทษนี้แล้ว ไม่ควรวิวาทกัน

เพราะผู้ฉลาดทั้งหลาย ไม่กล่าวความหมดจด

ด้วยความวิวาทกันนั้น


สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka