พึงเป็นผู้มีจักษุทอดลง ไม่คะนอง
เท้า พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นผู้ตื่น
อยู่โดยมาก ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่นดี
พึงตัดเสียซึ่งธรรมเป็นที่อยู่แห่งวิตกและ
ความคะนอง.
ภิกษุผู้อันอุปัชฌาย์เป็นต้น ตักเตือน
แล้วด้วยวาจา พึงเป็นผู้มีสติ ยินดีรับคำตัก
เตือนนั้น พึงทำลายตะปู คือความโกรธใน
สพรหมจารีทั้งหลาย พึงเปล่งวาจาอันเป็น
กุศล อย่าให้ล่วงเวลาไป ไม่พึงคิดในการ
กล่าวติเตียนผู้อื่น.
ต่อแต่นั้น พึงเป็นผู้มีสติศึกษาเพื่อ
ปราบธุลี ๕ อย่างในโลก ครอบงำความกำ-
หนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะ.
ครั้นปราบความพอใจในธรรมเหล่านี้
ได้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ มีจิตหลุดพ้นด้วยดี
พิจารณาธรรมอยู่โดยชอบ โดยกาลอันสม-
ควร มีจิตแน่วแน่ พึงกำจัดความมืดเสียได้
ฉะนี้แล.
จบสารีปุตตสูตรที่ ๑๖
จบอัฏฐกวรรคที่ ๔