Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 48 หน้าที่ 362

เล่ม มมร. 48 หน้า 362 ข้อ 44
ส่วน ๆ เมื่อส่องแสงก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดย รอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี ที่หมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาด ด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพย พัดก็โชยกลิ่นหอมระรื่น จรุงใจ มีรุกขชาตินานา- ชนิด คือ หว้า ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะ ทั้งหลาย เกิดเองภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก วิมานนี้กึกก้องรูปด้วยนานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพ- นารี ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ น่า อัศจรรย์จิต น่าทัศนาเช่นนี้ บังเกิดเพราะกุศลกรรม ของดีฉัน ( ฉะนั้น ) จึงควรแท้ที่สาธุชนจะทำบุญ กันไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาวตฺถิยํ มยฺหํ สขี ภทนฺเต สงฺฆสฺส กาเรสิ มหาวิหารํ ความว่า ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ มหา- อุบาสิกาวิสาขา เพื่อนคือสหายของดีฉันผู้นี้แหละ ได้สร้างวิหารใหญ่ นามว่า บุพพาราม ด้านทิศตะวันออก แห่งกรุงสาวัตถี ด้วยการบริจาค ทรัพย์เก้าโกฏิเหรียญ อุทิศภิกษุสงฆ์ทั้งสี่ทิศที่พากันมา. บทว่า ตตฺถ ปสนฺนา อหมานุโมทึ ความว่า เมื่อสร้างวิหาร นั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังมอบถวายแด่สงฆ์อยู่ และนางทำปัตติทาน
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka