พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า มาณพ เธอรู้สรณะ ๓ และศีล ๕ หรือ เมื่อมาณพกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ไม่รู้สรณะ ๓ และศีล ๕ เหล่านั้นว่ามีและเป็นเช่นไร ทรง
ประกาศผลานิสงส์ของการถึงสรณะและการสมาทานศีล ๕ ว่า นี้เป็นเช่นนี้
แล้วตรัสว่า มาณพ เธอจงเรียนวิธีถึงสรณะก่อน มาณพทูลขอว่า สาธุ
ข้าพระองค์จักเรียน ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเถิด พระเจ้าข้า เมื่อทรง
แสดงวิธีถึงสรณะโดยประพันธ์เป็นคาถา สมควรแก่อัธยาศัยของมาณพนั้น
ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาว่า
บรรดาผู้กล่าวสอนอยู่ [ ศาสดา ] ผู้ใดเป็นผู้
ประเสริฐในมนุษย์ เป็นศากยมุนี เป็นภควา ผู้ทำกิจ
เสร็จแล้ว ถึงฝั่งแล้ว พรั่งพร้อมด้วยพละและวิริยะ
เธอจงเข้าถึงผู้นั้น ผู้เป็นสุคต เป็นสรณะ เธอจงเข้า
ถึงพระธรรมที่สำรอกราคะ ไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก
เป็นอสังขตธรรม ไม่ปฏิกูล ไพเราะ ซื่อตรง จำแนก
ไว้ดีนี้ เป็นสรณะ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวทานที่ถวาย
ในท่านเหล่าใดว่ามีผลมาก ท่านเหล่านั้น คือ อริย-
บุคคลสี่คู่ เป็นบุคคลแปด ผู้แสดงธรรม เธอจงเข้า
ถึงพระสงฆ์นี้ เป็นสรณะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เป็นคำไม่กำหนดแน่. ด้วยบทว่า ตํ
นี้ พึงทราบกำหนดแน่ ของบทนั้น. บทว่า วทตํ แปลว่า ผู้กล่าวอยู่.
บทว่า ปวโร แปลว่า ประเสริฐ อธิบายว่า สูงสุดของผู้กล่าวทั้งหลาย