นั้นแหละ เทวดาทั้งหลายรู้จักเทพนั้นว่าเป็นผู้มีวรรณะมิใช่น้อย หมาย
เอาเทพบุตรองค์นั้น มหาสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า อถ นํ
อเนกวณฺโถ เทวปุตฺโต ฯ เป ฯ น ตสฺส ปุญฺสฺส ขยมฺปิ
อชฺฌคนฺติ กเถสิ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกวณฺณํ ความว่า มีวรรณะ
หลายอย่าง เพราะมีสีหลายอย่างมีสีเขียวและสีเหลีองเป็นต้น และเพราะ
วิมานติด ๆ กันเป็นต้น มีสัณฐานหลายอย่าง. บทว่า ทรโสกนาสนํ
ความว่า ชื่อว่าเป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความโศก เพราะ
บรรเทาความกระวนกระวายและความเร่าร้อนเพราะเป็นวิมานที่เยือกเย็น
และเพราะไม่เป็นโอกาสแห่งความโศกเพราะเป็นวิมานที่น่าปลื้มใจ เพราะ
เป็นวินานที่น่าชม. บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ มีรูปวิจิตรหลายอย่าง.
บทว่า สุนิมฺมิโต ภูตปตีว ความว่า ท่านแม้เป็นหมู่เทพชั้นดาวดึงส์
ก็บันเทิง ยินดี รื่นรมย์ยิ่งเหมือนท้าวสุนิมมิตเทวราช เพราะเป็นผู้มี
ทิพยสมบัติอย่างโอฬาร.
บทว่า สมสฺสโม ได้แก่ ผู้เสมอเหมือนนั่นเอง พูดตรง ๆ ก็
คือ ไม่มีเทพที่เหมือนท่าน. จะมีใครที่ไหน คือด้วยเหตุไร ที่เหนือกว่า
คือยิ่งกว่าเล่า เพื่อจะเฉลยปัญหาว่า เสมอยิ่งกว่าทางไหน ท่านจึงกล่าว
ว่า ยเสน ปุญฺเน จ อิทฺธิยา จ ทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเสน ได้แก่ บริวารยศ. บทว่า
อิทฺธิยา ได้แก่ อานุภาพ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่
อิสริยยศ ความเป็นใหญ่. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ เทวฤทธิ์ ฤทธิ์ของ
เทวดา อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ ความสมบูรณ์แห่งสมบัติ.