Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 49 หน้าที่ 601

เล่ม มมร. 49 หน้า 601 ข้อ 136
กาละแล้วบังเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้อยู่ในนรกหลายพันปี ด้วย เศษแห่งวิบากกรรมนั้นนั่นเอง ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดเป็น เปรตไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. อันวิบากที่พึงเห็นสมกับกรรมนั้น พึงมี เพราะเหตุนั้น ฆ้อนเหล็กประมาณหกหมื่นที่กำลังแห่งกรรม ซัดขึ้น กระหน่ำบนกระหม่อมทั้งเวลาเช้า เวลาเที่ยง และเวลาเย็น. เปรตนั้นมีศีรษะฉีกขาด ได้รับเวทนาแสนสาหัส ล้มลงที่ภาคพื้น แต่เมื่อพอฆ้อนเหล็กปราศไป มันก็มีศีรษะตั้งอยู่ตามปกติ. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะลงจากเขา คิชฌกูฏ เห็นเปรตนั้นจึงตอบถามด้วยคาถานี้ว่า :- ทำไมหนอ ท่านจึงวิ่งพล่านไปเหมือน คนบ้า เหมือนเนื้อผู้ระแวงภัย ท่านมาร้องอื้ออึง ไปทำไม ท่านคงทำบาปกรรมไว้เป็นแน่. บรรดาบทเหลานั้น บทว่า อุมฺมตฺตนูโปว ความว่า ท่านเป็น เหมือนมีสภาวะแห่งคนบ้า คือเป็นเหมือนคนถึงความเป็นบ้า. บทว่า นิโค ภนฺโตว ธาวสิ ความว่า ท่านวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้เหมือน เนื้อระแวงภัย. จริงอยู่ เมื่อฆ้อนเหล็กเหล่านั้นกระหน่ำอยู่ เขา ไม่เห็นสิ่งที่ต้านทาน จึงวิ่งไปข้างโน้น ข้างนี้ด้วยคิดว่า การประหาร เช่นนี้ จะไม่พึงมีหรือหนอ. แก่ฆ้อนเหล็กเหล่านั้นถูกกำลังกรรม ซัดไป จึงกระหน่ำลงเฉพาะบนศีรษะของเปรตนั้นยืนอยู่ที่ใด ที่หนึ่ง. บทว่า กึ นุ สทฺทายเส ตุวํ ความว่า ท่านร้องไปทำไมหนอ คือ ท่านเที่ยวร้องขรมไปเหลือเกิน.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka