Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 91

เล่ม มมร. 50 หน้า 91 ข้อ 143
ทั้งเทวโลก ให้ข้ามโอฆะใหญ่ คือ สงสาร วันหนึ่ง เสด็จไปถึงฝั่งแม่น้ำ คงคา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. ในครั้งนั้น พระเถระนี้เกิดในตระกูลคฤหบดี พบ พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคานั้น มีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าแล้วถวาย บังคม กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์มีพระพุทธประสงค์ จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้นหรือ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เราจัก ไป. เขาจึงจัดผูกเรือขนาน น้อมถวายในทันใดนั้นเอง. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จลงสู่เรือแล้ว เขานำ เรือข้ามไปด้วยตนเอง ยังพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ให้ถึงฝั่งโน้นโดย สะดวกสบาย แล้วถวายมหาทานในวันที่สอง ตามส่งเสด็จ มีจิตเลื่อมใส ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วกลับไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นับแต่ภัทรกัปนี้ถอยหลังไป ๑๑๓ กัป. เกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ผู้ธรรมิกราช ท้าวเธอยังพสกนิกร ให้ตั้งอยู่ในแนวทางแห่งสุคติ จุติจากมนุษยโลกนี้แล้ว บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ สมาทายธุตธรรม (ธรรมคือธุดงค์) อยู่ในป่าช้าบำเพ็ญ สมณธรรมแล้ว. แม้ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสป เขาก็ออกบวชพร้อมด้วยสหายทั้ง ๓ ในศาสนาของพระองค์อีก แล้ว บำเพ็ญสมณะอยู่ถึงสองแสนปี ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอยู่ ตลอดพุทธันดรหนึ่ง แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล ในพระนคร ราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. คนทั้งหลายตั้งชื่อท่านว่า สัมภูตะ ท่านเจริญ วัยแล้ว ประสบความสำเร็จ ในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์. ท่านได้ไปยังสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยสหายทั้ง ๓ คือ ภูมิชะ เชยยเสนะ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka