จึงกล่าวคาถาว่า โย สีตวนํ ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วถวายบังคม เมื่อจะกราบทูลให้ทรงทราบถึงสาสน์ ของพระสัมภูตเถระ
จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสัมภูตะขอถวายบังคมพระบาท
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และกราบทูลอย่างนี้ ดังนี้แล้ว กราบทูลข้อความนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
พระสัมภูตะเป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่เบียดเบียนเรา
ผู้เป็นธรรมาธิกรณ์ เรื่องราวของพระสัมภูตะนั้น ท้าวเวสวัณบอกเราแล้ว
ดังนี้. ก็ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลคาถาที่พระสัมภูตเถระกล่าวแล้ว แด่พระ-
บรมศาสดา ดังนี้ว่า
ภิกษุใดมาสู่ป่าสีตวันแล้ว ภิกษุนั้นเป็นผู้อยู่แต่ผู้
เดียว สันโดษ มีจิตตั้งมั่น ชนะกิเลสได้แล้ว ปราศ-
จากขนพองสยองเกล้า มีปัญญารักษากายคตาสติอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีตวนํ ได้แก่ ป่าช้า น่ากลัวกว้างใหญ่
ใกล้พระนครราชคฤห์ ที่ได้นามอย่างนี้.
บทว่า อุปคา ได้แก่ เข้าถึงแล้ว โดยถือเป็นที่อยู่. ด้วยบทว่า
อุปคา นี้ ท่านแสดงถึงที่เป็นที่อยู่อาศัย อันสมควรแก่บรรพชิต อันพระผู้มี
พระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว.
บทว่า ภิกฺขู ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสาร และ
เพราะทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า เอโก ความว่า ไม่มีเพื่อนสอง. ด้วยบทว่า
เอโก นี้ ท่านแสดงถึงกายวิเวก.
บทว่า สนฺตุสิโต ได้แก่ ผู้สันโดษ. ด้วยบทว่า สนฺตุสิโต นี้
ท่านแสดงถึงอริยวงศ์ อันมีความสันโดษในปัจจัย ๔ เป็นลักษณะ.