บทว่า สีลวตูปปนฺโน ความว่า เข้าถึงแล้ว คือ ประกอบแล้วด้วย
จาตุปาริสุทธิศีลอันอุกฤษุฏ์ และด้วยวัตรกล่าวคือ ธุดงคธรรม.
บทว่า สมาหิโต ความว่า ประกอบด้วยสมาธิ ต่างด้วยอุปจารสมาธิ
และอัปปนาสมาธิ.
บทว่า ฌานรโต ความว่า ต่อแต่นั้นไป จึงยินดี คือ หมั่นประกอบ
ติดต่อกันไป ในอารัมมณูปนิชฌานและในลักขณูปนิชฌาน. ชื่อว่า มีสติ
เพราะไม่อยู่ปราศจากสติในกาลทั้งปวง.
บทว่า ยทตฺถิยํความว่า การบริโภคที่ไม่ปราศจากประโยชน์ ชื่อว่า
อัตถิยะ ชื่อว่า ยทัตถิยะ เพราะเหตุที่บริโภคโภชนะมีประโยชน์ หมายความว่า
การบริโภคของผู้ที่บริโภคปัจจัยเช่นใด ย่อมชื่อว่ามีประโยชน์ ก็บริโภคโภชนะ
เช่นนั้น.
คำว่า การบริโภคโภชนะที่มีประโยชน์ นั้นย่อมมีได้ ด้วยสามี-
บริโภค หรือด้วยทายาทบริโภค ไม่ใช่บริโภคโดยประการอื่น นี้ พึงเห็นเป็น
เพียงตัวอย่าง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โภชนะ ด้วยอรรถว่า อันบุคคลพึงกิน
พึงบริโภค ได้แก่ ปัจจัย ๔.
ปาฐะว่า ยทตฺถิกํ ดังนี้บ้าง ปัจจัย ๔ อันพระศาสดาทรงอนุญาต
แล้ว เพื่ออันใด คือเพื่อประโยชน์อันใด เพื่อประโยชน์อันนั้น คือเพื่อ
ประโยชน์มีการตั้งอยู่แห่งกายเป็นต้น และการตั้งอยู่แห่งกายนั้น ก็เพื่ออนุปา-
ทิเสสนิพพาน เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุบริโภคปัจจัยคือโภชนะ เพื่อประโยชน์
แก่อนุปาทาทิเสสปรินิพพาน ต่อแต่นั้น ก็พึงหวัง กาลปรินิพพาน คือ พึง
คอยท่าอนุปาทาปรินิพพานกาล ของตน ชื่อว่ามีราคะไปปราศแท้ในที่นี้
คือ ในพระศาสนานี้ อธิบายว่า ก็คุณธรรมข้อนี้ย่อมไม่มี แก่คนภายนอกผู้
แม้มีราคะในกามทั้งหลายปราศไปแล้ว.
จบอรรถกถามหาวัจฉเถรคาถา