ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ในเวลาใด บุรุษย่อมเป็นผู้ง่วงเหงาหาวนอน
และกินมาก ไม่สามารถจะผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นได้ มักนอนหลับ
กลิ้งเกลือกไปมา เหมือนสุกรใหญ่ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ในเวลานั้น บุรุษนั้น
ย่อมไม่อาจมนสิการไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะไม่ได้
มนสิการไตรลักษณ์เหล่านั้น เขาจึงเป็นผู้มีปัญญาน้อย ย่อมเข้าห้องบ่อย ๆ
หรือไม่พ้นจากที่อยู่ คือ ห้องไปได้. พระทาสกเถระ ฟังพระคาถานั้นแล้ว
เกิดความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา แล้วได้กระทำให้แจ้งพระอรหัต ต่อกาล
ไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
อชิตะ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ และเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ
ประทับอยู่ในป่าหิมพานต์ เราได้ถวายผลมะม่วง ใน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีฉวีวรรณเหมือนทองคำ ผู้-
สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาล
นั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็น
ผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว
ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว
ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวยืนยันพระคาถานั้น
แหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนเราด้วยพระคาถานี้ พระคาถานี้เป็นดังขอ
สับสำหรับเรา. นี้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล โดยปริวัตตาหารนัย ของ
พระเถระนั้น.
จบอรรถกถาทาสกเถรคาถา