Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 205

เล่ม มมร. 50 หน้า 205 ข้อ 170
บังคมแล้ว อนุญาตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงยังทารกนี้ ให้บวชเถิด. พระบรมศาสดาให้เขาบวชแล้ว ทรงแนะนำในเมตตาภาวนา- กรรมฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ อยู่ในป่าช้า ยังฌานมีเมตตา เป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก กระทำฌานให้เป็นบาท เจริญ- วิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงรู้จบธรรม ทั้งปวง ทรงพระนามว่า กกุสันธะ พระองค์เสด็จหลีก ออกจากหมู่ ไปสู่ภายในป่า เราถือเมล็ดพืชเครือเถา เที่ยวมา สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าฌานอยู่ ณ ระหว่างภูเขา เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพของ ทวยเทพแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเมล็ดพืชแด่พระ- พุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นนักปราชญ์ ใน กัปนี้เอง เราได้ถวายพืชใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย พืชนั้น เราไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเมล็ดพืช. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อจะแสดงวิธีแห่งการเจริญเมตตา แก่ภิกษุ ทั้งหลายผู้มีปกติอยู่ในป่าช้าเหล่าอื่น ได้ภาษิตคาถาว่า บุคคลพึงมีเมตตา ในบุตรคนเดียวผู้เป็นที่รัก ฉันใด ภิกษุพึงมีเมตตาในสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ฉันนั้น ดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka