อันเหมาะแก่จริต ยังฌานให้เกิดแล้ว กระทำฌานให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนา
บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเลื่อมใส ได้ถวายเตียงหลังหนึ่ง แด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่
พระนามว่า วิปัสสี ด้วยมือของตน เราได้ยานช้าง
ยานม้า และยานทิพย์ เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้น
อาสวะ ก็เพราะการถวายเตียงนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายเตียงใด ด้วยการถวายเตียงนั้น
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียง. เรา
เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า
เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ส่วนปริพาชก ชื่อว่า กาติยานะ ผู้เป็นสหาย (สมัยเป็น) คฤหัสถ์
ของพระเถระ ไม่ได้แม้เพียงของกินและเครื่องนุ่งห่ม เพราะจำเดิมแต่พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอุบัติขึ้น พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็มีลาภและสักการะ
เสื่อมหมด เข้าไปหาพระเถระทั้ง ๆ ที่มีเพศเป็นอาชีวก ถามว่า พวกท่าน
ชื่อว่าเป็นศากยบุตร ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ อย่างใหญ่หลวง
ย่อมเป็นอยู่โดยง่าย ส่วนพวกเราตกยาก มีชีวิตลำเค็ญ ความสุขที่เป็นปัจจุบัน
และความสุขที่มีในสัมปรายภพ จะสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ (ตาม) อย่างไรหนอแล
ดังนี้.
ลำดับนั้น พระเถระบอกกับปริพาชกว่า ความสุขอันเป็นโลกุตระ
อย่างเดียวเท่านั้น ชื่อว่า เป็นสุขโดยตรง และสุขนั้นจะมีแก่ผู้ปฏิบัติ ปฏิปทา
อันสมควรแก่โลกุตรสุขเท่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความที่โลกุตรสุข
นั้นอันตนได้บรรลุแล้ว ได้ภาษิตคาถาว่า