Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 251

เล่ม มมร. 50 หน้า 251 ข้อ 181
เดินทางไปประเทศอื่น ก็ย่อมร้องไห้ถึงญาติหรือมิตรผู้นั้น ก็เหตุแม้ทั้งสอง อย่างนี้ไม่มีในฉัน เมื่อเป็นเช่นนั้น แม่เห็นฉัน ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ทรงร่างอยู่ ยืนอยู่ข้างหน้า จะร้องไห้ไปทำไมเล่าแม่จ๋า คือการที่แม่ร้องไห้ถึงฉัน ไม่มี เหตุ (อันควร) เลย ดังนี้. มารดาของสานุสามเณร ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่าการสึก จัด เป็นมรณะในวินัยของพระอริยเจ้า โดยทำนองแห่งสุดบทที่ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ก็ภิกษุใด ลาสิกขาเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว นั่นเป็นมรณะของ เธอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ลูกเอ๋ย ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคน ที่ตายแล้ว หรือยังเป็นอยู่แต่หายไป แต่คนใดละกาม ทั้งหลายแล้ว จะกลับมาในกามนี้อีก ลูกรัก ญาติและ มิตรทั้งหลาย ย่อมร้องไหถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่ ต่อไปอีก ก็เหมือนตายแล้ว แน่ะพ่อ เรายกเจ้าขึ้นจาก เถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว ท่านอยากจะตกลงไปสู่เถ้ารึง อีกหรือ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเม จชิตฺวาน ความว่า ละวัตถุกาม ทั้งหลาย โดยมีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ ก็การละวัตถุกามนั้น พึงทราบ ด้วยสามารถแห่งการละกิเลสกาม ด้วยองค์แห่งมรรคนั้น. ก็บรรพชาท่าน ประสงค์เอาว่า เป็นการสละกาม ในคาถานี้. บทว่า ปุนราคจฺฉเต อิธ ความว่า กลับมาในเรือนนี้อีกนั่นเอง. ท่านกล่าวหมายถึง การเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว. บทว่า ตํ วาปิ ความว่า บุคคลใดบวชแล้วสึก พวกเราย่อมร้องไห้ถึงบุคคลแม้นั้นแหละ ซึ่งเป็นดุจ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka