Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 268

เล่ม มมร. 50 หน้า 268 ข้อ 186
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิหจิหาภินทิเต ความว่า เพราะเหตุ แห่งการส่งเสียงร้องของนกกระจาบ ที่ได้นามว่า จิหะ จิหะ เพราะส่งเสียง ร้องอยู่เนือง ๆ ว่า จิหะ จิหะ อธิบายว่า มีเสียงร้องเป็นเหตุ. บทว่า สิปฺปิกาภิรุเต จ ความว่า ลิงที่มีอาการเหมือนเด็กผอมโซอมโรค มีชื่อ อย่างอื่น คือขี้เล่น ท่านเรียกว่า สิปปิกะ. บางอาจารย์เรียกว่า มหากลันทกร เพราะลิงทั้งหลาย อ้าปากกว้าง ร้องตัวสั่น ก็บทนี้เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถ แห่งเหตุ อธิบายว่า การร้องของลิงนั่นเป็นเหตุ. บทว่า น เม ตํ ผนฺทติ จิตฺตํ ความว่า จิตของเราย่อมไม่ดิ้นรน คือไม่หวั่นไหว. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ดูก่อนมารผู้ลามก จิตของเราย่อมไม่ตกไป จากกรรมฐาน เพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของท่าน ดุจเพราะเหตุแห่งการ ร้อง คือเพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของลิงในป่า. พระเถระกล่าวถึงเหตุใน การที่จิตไม่ตกไปจากกรรมฐานว่า เอกตฺตํ นิรตํ หิ เม เพราะจิตของ เรายินดียิ่งแล้วในพระนิพพาน. หิ ศัพท์ มีเหตุเป็นอรรถ ได้แก่ เพราะเหตุที่จิตของเรา ละการคลุกคลีด้วยหมู่ อยู่ในความเป็นผู้ ๆ เดียว คือ ในเอกีภาพ หรือเพราะเหตุที่จิตของเรา ละความฟุ้งซ่านในภายนอก แล้วถึง ความเป็นหนึ่งในเอกัคคตารมณ์ หรือเพราะเหตุที่จิตของเรายินดียิ่งแล้ว คือ อภิรมย์แล้วใน เอคัคตารมณ์ คือในเอกีภาพ ได้แก่ ในพระนิพพาน ฉะนั้น จิตของเราจึงไม่ดิ้นรน คือไม่ขาดจากกรรมฐาน ได้ยินว่า พระเถระเมื่อ กล่าวคาถานี้อยู่นั่นแล เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี มีพระ ฉวีวรรณดังทอง มีพระรัศมีอันประเสริฐดังพระอาทิตย์
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka