พึงเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง บรรดาภิกษุผู้รับ พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เช่นพระองค์เป็นปฐม ดังนี้ แล้วประกาศการถึงสรณคมน์ ในสำนักของ
พระศาสดา. ท่านทำบุญจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไป
ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั่นแล เกิดเป็นบุตรพราหมณ์ นามว่า " วาเสฏฐะ "
ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้มีนามว่า วัปปะ. วัปปพราหมณ์
(เมื่อ) อสิตฤษีพยากรณ์ว่า สิทธัตถกุมาร จักเป็นพระสัพพัญญู จึงพร้อม
ด้วยบุตรของพราหมณ์ มีพราหมณ์ชื่อว่าโกณฑัญญะเป็นประมุข ละฆราวาส
วิสัย ออกบวชเป็นดาบส คิดว่า เมื่อสิทธัตถกุมารนั้นบรรลุพระสัพพัญ-
ญุตญาณแล้ว เราฟังธรรมในสำนักของพระองค์ แล้วจักบรรลุอมตธรรม จึง
เข้าไปอุปัฏฐาก พระมหาสัตว์ผู้ประทับอยู่ในอุรุเวลานิคม บำเพ็ญเพียรอยู่
ตลอด ๖ ปี เกิดเบื่อหน่าย โดยเหตุที่พระมหาสัตว์กลับเสวยอาหารหยาบ จึง
(หลีก) ไปสู่ป่าอิสิปตนะ.
เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้ (สัมมาสัมโพธิญาณ) แล้วทรงยังเวลาให้
ผ่านไปตลอด ๗ สัปดาห์ แล้วจึงเสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนะ ทรงแสดงธรรมจักร.
ท่านวัปปดาบส ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในวันปาฏิบท แล้วบรรลุพระอรหัตผล
พร้อมด้วยอัญญาโกณฑัญญพราหมณ์เป็นต้น ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์. สมดัง
คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
สงครามปรากฏแก่ท้าวเทวราชทั้งสอง (พระยา-
ยักษ์) กองทัพประชิดกันเป็นหมู่ ๆ เสียงอันดังกึกก้อง
ได้เป็นไป พระศาสดาทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ทรงยังมหาชน
ให้เกิดสังเวช เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี ต่างวางเกราะ
และอาวุธ ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า รวมเป็นอัน