Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 313

เล่ม มมร. 50 หน้า 313 ข้อ 198
เดียวกันได้ในขณะนั้น พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรง เปล่งวาจาสัตบุรุษ ทรงยังมหาชนให้เย็นใจว่า ผู้เกิด เป็นมนุษย์ มีจิตประทุษร้าย เบียดเบียนสัตว์เพียง ตัวเดียว จะต้องเข้าถึงอบาย เพราะจิตประทุษร้ายนั้น เปรียบเหมือนช้างในค่ายสงคราม เบียดเบียนสัตว์เป็น อันมาก ท่านทั้งหลายจงยังจิตของตนให้เยือกเย็น อย่า เดือดร้อนบ่อย ๆ เลย แม้พวกเสนาของพระยายักษ์ ทั้งสอง ได้ประชุมกัน นับถือพระโลกเชษฐ์ผู้คงที่ เป็นอันดี เป็นสรณะ ส่วนพระศาสดาผู้มีจักษุ ทรง ยังหมู่ชนให้ยินยอมแล้ว ทรงเพ่งดูในเบื้องบนจาก เทวดาทั้งหลาย บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จ กลับไป เราได้นับถือพระองค์ผู้จอมประชา ผู้คงที่เป็น สรณะก่อนใคร ๆ เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป ในกัปที่สามหมื่นแต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีพระนามว่า มหาทุนทุภิ และพระนาม ว่า รเถสภะ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระวัปปเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาถึงความที่ พระคุณของพระศาสดาเป็นของยิ่งใหญ่ โดยมุขคือการพิจารณาถึงสมบัติที่ตน ได้แล้ว เมื่อจะแสดงว่า เราร้องเรียกพระศาสดา ผู้ (มีพระคุณ) เช่นนี้ ด้วย วาทะว่า เวียนไปเพื่อความเป็นคนมักมาก โอ ขึ้นชื่อว่า ความเป็นปุถุชนกระทำ ให้เป็นคนมืดมน กระทำให้เป็นคนไม่มีแวว ความเป็นพระอริยเจ้าเท่านั้น กระทำให้เกิดดวงตา (เห็นธรรม) ดังนี้ ได้กล่าวคาถาว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka