Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 317

เล่ม มมร. 50 หน้า 317 ข้อ 199
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณดัง ทองคำ มีพระรัศมีเปล่งปลั่ง ดุจพระอาทิตย์ ยังทิศ ทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระจันทร์วันเพ็ญ อันพระสาวก ทั้งหลายแวดล้อม ดุจแผ่นดินอันแวดล้อมด้วยสาคร จึงถือเอาดอกกระถินพิมานไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกกระถินพิมานได้ ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๔๕ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมกษัตริย์ พระนามว่า เรณุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๕ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระวัชชีปุตตกเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า คาถานี้ เป็นขอสับ สำหรับบรรลุพระอรหัตของเรา ดังนี้แล้ว หวนระลึกถึงนัยอันเทวดา กล่าวแล้วแก่ตน ได้กล่าวคาถาว่า เราอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เหมือนท่อนไม้ที่เขาทอด- ทิ้งไว้ในป่า คนเป็นอันมากกระหยิ่มต่อเรา เหมือน สัตว์นรกกระหยิ่มยินดีต่อผู้ไปสวรรค์ ฉะนั้น ดังนี้. คาถานั้น มีใจความดังนี้ แม้ถึงเราจะเป็นผู้ ๆ เดียววังเวง ไม่มีเพื่อน อยู่ในป่า อุปมาเหมือนท่อนไม้ที่เขาทอดทิ้งไว้ในป่า เพราะไม่มีคนเหลียวแล แต่คนเป็นอันมากย่อมกระหยิ่มต่อเราผู้อยู่อย่างนี้ คือยังมีกุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ เป็นอันมาก ปรารถนาเรายิ่งนักว่า โอหนอ แม้เราทั้งหลาย พึงละเครื่อง ผูกพันในเรือนแล้ว อยู่ในป่าเหมือนพระวัชชีปุตตกเถระ ดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka