ด้วยสมบัติ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว
เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระองค์ทรงรับพระวิหารชื่อว่า เชตวัน ได้มี
ศรัทธา บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว อยู่ในป่าได้ไปยังสำนักของ
พระศาสดา. ก็แลในสมัยนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารีบุตร
ขวนขวายอธิจิตอยู่ในที่ไม่ไกลพระองค์ ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า อธิเจตโส. พระ
เถระนี้ฟังพุทธอุทานนั้นแล้ว แม้จะอยู่ในป่า เพื่อเจริญภาวนาตลอดกาลนาน
ก็เปล่งอุทานคาถานั้นแหละ ตามกาลเวลา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้เกิดสมัญญา
นามว่า เอกุทานิยเถระ ครั้นในวันหนึ่ง ท่านได้จิตเตกัคคตารมณ์ เจริญ
วิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ใน
อปทานว่า
ในลำดับกาล เมื่อพระสุคตเจ้าทรงพระนามว่า
อัตถทัสสี เสด็จนิพพาน ในกาลนั้นข้าพระองค์ เข้า
ถึงกำเนิดยักษ์ และบรรลุถึงยศ ข้าพระองค์คิดว่า การ
ที่เมื่อเรามีโภคสมบัติ พระสุคตเจ้าผู้มีพระจักษุ
ปรินิพพานเสียแล้วนั้น เป็นการเสื่อมลาภ อันได้
แสนยากของเราหนอ ดังนี้ พระสาวกนามว่า
สาคระ รู้ความดำริของข้าพระองค์ ท่านต้องการจะ
ถอนข้าพระองค์ขึ้น จึงมาในสำนักของข้าพระองค์
กล่าวว่า จะโศกเศร้าทำไมหนอ อย่ากลัวเลย จง
ประพฤติธรรมเถิด ท่านผู้มีเมธาดี พระพุทธเจ้าทรง
ส่งเสริมวิทยาสมบัติ ของชนทั้งปวงว่า ผู้ใดพึงบูชา
พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ยังดำรงพระ-
ชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุ แม้ประมาณเท่าเมล็ด