Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 434

เล่ม มมร. 50 หน้า 434 ข้อ 229
บังเกิดแล้วในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ มีนามว่า วิชยะ. วิชยพราหมณ์เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในวิชชาของ พราหมณ์ทั้งหลาย บวชเป็นดาบส เป็นผู้ได้ฌาน อยู่ชายป่าฟังข่าวการบังเกิด ขึ้นของพระพุทธเจ้าแล้ว เกิดความเลื่อมใส เข้าไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระศาสดาทรงแสดงธรรม แก่เขาแล้ว เขาฟังธรรมแล้วบวช เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาล ไม่นานนัก สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระโลกนาถทรงพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้สูง กว่านระ ปรินิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้กระทำแท่นบูชาพระพุทธเจ้า แวดล้อมด้วยแก้วมณี แล้ว ได้กระทำการฉลองอย่างมโหฬาร ครั้นทำการ ฉลองแท่นบูชาแล้ว เราได้ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น เรา เข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน กำเนิดนั้น ๆ เทวดาทั้งหลาย ย่อมทรงแก้วมณีไว้ใน อากาศ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัปที่ ๑,๖๐๐ แต่ ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๒ พระองค์ พระนามว่า " มณิปภา " มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ- ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka