Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 50 หน้าที่ 470

เล่ม มมร. 50 หน้า 470 ข้อ 239
ชนทั้งหลายถูกมานะหลอกลวงแล้ว เศร้าหมอง อยู่ในสังขารทั้งหลาย ถูกความมีลาภและความเสื่อม ลาภย่ำยีแล้ว ย่อมไม่ได้บรรลุสมาธิเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาเนน วญฺจิตาเส ความว่า อันมานะ ที่เป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ดังนี้ ทำให้วิปัลลาส ไปโดยการเข้าไปตัดภัณฑะคือกุศล ด้วยสามารถแห่งกิเลส มีการยกตนข่มผู้อื่น เป็นต้น. บทว่า สงฺขาเรสุ สงฺกิลิฏฺมานาเส ความว่า เศร้าหมองอยู่ใน อินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น ที่เป็นไปในภายใน และภายนอก และใน สังขตธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น คือ ถึงความเศร้าหมอง ด้วยสามารถการถือ เอานิมิตนั้น โดยเป็นตัณหาเป็นต้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตา ตัวตนของเรา ดังนี้. บทว่า ลาภาลาเภน มถิตา ความว่า อันลาภคือการได้บริขาร มีบาตรและจีวรเป็นต้น และพัสดุมีผ้าเป็นต้น และอันความเสื่อมลาภ คือไม่ได้ สิ่งเหล่านั้นนั่นแล ย้ำยีแล้ว คือเหยียบย้ำ ได้แก่ครอบงำแล้ว เพราะเป็นปฏิฆะ กับความยินดี อันบังเกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งกิเลสมีตัณหาเป็นต้น. ก็บทว่า ลาภาลาเภน มถิตา นี้ เป็นเพียงตัวอย่าง และในอธิการนี้ บัณฑิตพึง สงเคราะห์เอาโลกธรรมแม้ทั้ง ๘ เข้าด้วย. บทว่า สมาธึ นาธิคจฺฉนฺติ ความว่า บุคคลเห็นปานนี้เหล่านั้น ผู้ไม่มีจิตเป็นสมาธิ ด้วยสามารถแห่งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แม้ในกาลไหน ๆ ก็ย่อมไม่ประสบ คือไม่ได้ ได้แก่ไม่ถึงซึ่งสมาธิ เพราะไม่มี ธรรมอันเป็นไปเพื่อสมาธิ และเพราะมีแก่อกุศลธรรมนอกนี้ แม้ในคาถานี้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka