บทว่า ชเนติ เท่ากับ อุปฺปาเทนฺติ แปลว่า ย่อมให้เกิดขึ้น ก็
บทว่า ชเนติ นี้ เป็นเอกวจนะ ใช้ในอรรถแห่งพหุวจนะ. ส่วนอาจารย์
บางพวกกล่าวว่า ชเนนฺติ. บทว่า ภิยฺโย แปลว่า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป.
พระเถระเรียกตนเองนั่นแหละ ด้วยบทว่า อุสภสฺส เหมือนเรียก
คนอื่น.
บทว่า กลฺยตํ ความว่า ความที่จิตสมควร คือความที่จิตควรแก่
การงาน ได้แก่ความที่จิตควรแก่ภาวนา. ความข้อนี้นั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ใน
หนหลังแล้วทั้งนั้น. พระเถระกล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา
แล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้
เป็นนายก พระนามว่า สิขี ได้น้อมบูชาพระพุทธองค์
ด้วยดอกมณฑารพ พวงมาลัยทิพย์ เป็นหลังคาบังร่ม
ในพระตถาคตตลอด ๗ วัน. ชนทั้งปวงมาประชุมกัน
นมัสการพระตถาคต ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้
บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เรา
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑๐
แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช พระ-
นามว่า "ชุตินธระ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ