Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 51 หน้าที่ 53

เล่ม มมร. 51 หน้า 53 ข้อ 268
เรียนมาแล้ว ย่อมปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม ดังนี้. และตรัสว่า บุคคล ย่อมพิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาอรรถอยู่ ธรรม ทั้งหลายย่อมควรซึ่งการเพ่ง เมื่อธรรมควรซึ่งการเพ่งมีอยู่ ฉันทะย่อมเกิด ผู้ที่มีฉันทะเกิดแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมพิจารณา ครั้น พิจารณาแล้ว ย่อมตั้งความเพียร ผู้ที่มีความเพียร ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่ง ปรมัตถสัจ ด้วยกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งปรมัตถสัจนั้นด้วยปัญญา. บทว่า าโต อตฺโถ สุขาวโห ความว่า ประโยชน์มีทิฏฐธรรมิ- กัตถประโยชน์เป็นต้น ก็ดี ประโยชน์ในทุกขสัจเป็นต้น ก็ดี ตามที่กล่าวแล้ว ที่ตนรู้แล้ว คือบรรลุแล้วตามความเป็นจริง ย่อมนำมา คือให้สำเร็จความสุข ต่างโดยโลกิยสุข และโลกุตรสุข. ประโยชน์ย่อมไม่มี แก่ผู้ที่มีปัญญาภาวนาตามที่ตนทรงไว้ ด้วยเหตุ เพียงการฟังอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงถึงวิธีปฏิบัติ แห่งภาวนาปัญญานั้น จึงกล่าวว่า ภิกษุควรซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด ควร ประพฤติธรรมอันเป็นเหตุให้จิตหลุดจากสังโยชน์. ในบรรดาบทเหล่านั้น พระเถระกล่าวถึงกายวิเวก ด้วยบทว่า เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ. ก็ด้วยบทนั้น กายวิเวกก็คือการอยู่อย่างสงัด ของ ผู้ที่ควรแก่วิเวกนั่นเอง เพราะการละสังโยชน์จะกล่าวถึงต่อไป (ข้างหน้า) เพราะฉะนั้น สังวรมีศีลสังวรเป็นต้น พึงทราบว่า สำเร็จแล้วโดยไม่ได้กล่าว ไว้ในคาถานี้. บทว่า จเรยฺย สํโยชนวิปฺปโมกฺขํ ความว่า จิตย่อมหลุดพ้นจาก สังโยชน์ได้โดยประการใด ภิกษุพึงประพฤติ คือ พึงปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา และมรรคภาวนา โดยประการนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka