ธรรมิกัตถประโยชน์เป็นต้น เข้าไปหากัลยาณมิตร เข้าไปนั่งใกล้ ด้วยการ
กระทำวัตร ในเวลาใด ยังกัลยาณมิตรเหล่านั้น ให้มีจิตโปรดปราน ด้วยการ
เข้าไปนั่งใกล้ ย่อมมีความประสงค์จะเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กัลยาณมิตรบางคน
ครั้นกุลบุตรเข้าถึงตัว เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตรเหล่านั้นแล้ว พึงเงี่ยโสต
ลงสดับ ด้วยความปรารถนาเพื่อจะฟัง เพราะเหตุนั้น แม้การอยู่ร่วมกับครู
ท่านจึงกล่าวว่า สุสฺสูสา (การฟังดี) เพราะเป็นต้นเหตุแห่งการฟังด้วยดี
ก็การฟังดีนี้นั้น ชื่อว่า สุตวทฺธนี เพราะเป็นเหตุให้สุตะ อันปฏิสังยุตด้วย
สัจจปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น เจริญคืองอกงาม แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยการฟัง
นั้น. อธิบายว่า ทำให้เป็นพหูสูต.
บทว่า สุตํ ปญฺาย วทฺธนํ ความว่า พาหุสัจจะนั้นใดที่ท่าน
กล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะก็ดี ว่า บุคคล
บางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ มาก ดังนี้ก็ดี
พาหุสัจจะนั้น ย่อมยังปัญญาอันเป็นเหตุให้ละความชั่ว บรรลุถึงความดีให้เจริญ
เพราะเหตุนั้น สุตะจึงชื่อว่า ยังปัญญาให้เจริญ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะเป็นอาวุธแล ย่อมละอกุศลได้
ย่อมยังกุศลให้เจริญได้ ย่อมละธรรมที่มีโทษ ย่อมยังธรรมที่ไม่มีโทษให้เจริญ
ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้.
บทว่า ปญฺาย อตฺถํ ปชานาติ ความว่า บุคคลผู้เป็นพหูสูต
ตั้งอยู่ในสุตมยญาณ ( ญาณอันสำเร็จด้วยการฟัง) แล้ว ปฏิบัติอยู่ซึ่งข้อปฏิบัติ
นั้น ย่อมรู้และแทงตลอดอรรถ อันต่างด้วยโลกิยะและโลกุตระ จำแนกออก
เป็นทิฏฐธรรมเป็นต้น และจำแนกออกโดยอริยสัจ มีทุกขสัจเป็นต้น ด้วยการ
สอบสวนข้อความตามที่ได้ฟังมา และด้วยภาวนาคือการเข้าไปเพ่งธรรม. สมดัง
พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลรู้เหตุ รู้ผล ของสุตะตามที่ได้