Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 51 หน้าที่ 196

เล่ม มมร. 51 หน้า 196 ข้อ 298
พิเศษอย่างนี้ คุณของพระธรรมน่าอัศจรรย์ สมบัติแห่งพระศาสดาของเรา ทั้งหลาย น่าอัศจรรย์ ก็ความปฏิบัติชอบของพระสงฆ์ ย่อมเป็นอันพระเถระ ประกาศแล้ว ด้วยการประกาศสมบัติของพระธรรมนั่นเอง. พระเถระแสดงการทำให้แจ้งซึ่งพระธรรม อันตนแสดงแล้ว ด้วย สามารถแห่งคุณสมบัติทั่วไปอย่างนี้ บัดนี้มุ่งจะให้น้อมเข้าไปในตนจึงกล่าวคาถา มีอาทิว่า อสงฺเขยฺเยสุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสงฺเขยฺเยสุ ได้แก่ในมหากัปทั้งหลาย ที่ล่วงพ้นคลองแห่งการนับ. บทว่า สกฺกายา ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕. อธิบายว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น โดยปรมัตถ์ ท่านเรียกว่า สักกายะ เพราะเป็นที่ประชุมแห่งธรรม ของท่านผู้รู้. บทว่า อหุ ความว่า บัณฑิตผู้ยังไม่ไปปราศ (จากสักกายทิฏฐิ) เพราะยังไม่ประสบอุบายเป็นเครื่องยังสักกายทิฏฐิให้กลับ ได้มีแล้ว. บทว่า เตสมยํ ปจฺฉิมโก จริโมยํ สมุสฺสโย ความว่า เพราะ เหตุพระกุมารกัสสปนี้เป็นรูปสุดท้าย แห่งพระสาวกเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นแล ร่างกายนี้จึงนับว่าเป็นร่างกายอันมีในที่สุด ฉะนั้น สงสารอันประกอบด้วยชาติ และมรณะ อันบัณฑิตหมายรู้กันว่า เป็นลำดับแห่งขันธ์เป็นต้น เป็นสงสาร ที่มีในที่สุด บัดนี้ คือ ต่อไป ภพใหม่จึงชื่อว่าไม่มี เพราะไม่มีภพต่อไปอีก. อธิบายว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย. จบอรรถกถากุมารกัสสปเถรคาถา
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka