Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 51 หน้าที่ 223

เล่ม มมร. 51 หน้า 223 ข้อ 305
เป็นมุนีอันอุดม ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ ในกัปที่ ๖๕ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ ได้ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ระลึกบุพเพนิวาสญาณ ของตนได้ ได้กล่าวคาถาสองคาถา ด้วยธรรมสังเวช ความว่า เมื่อเรายังเป็นปุถุชน มืดมนอยู่ ไม่เห็นอริยสัจ จึงได้ท่องเที่ยววนเวียนไปมาอยู่ ในคติทั้งหลาย ตลอด กาลนาน บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว กำจัด สงสารได้แล้ว คติทั้งปวงเราก็ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่ ไม่มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสรํ แปลว่า ท่องเที่ยวไปอยู่ ได้แก่ วิ่งไป ๆ มา ๆ ในภพนั้น ๆ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือไว้ และการปล่อย วาง. บทว่า ทีฆมทฺธานํ ความว่า ท่องเที่ยวไปในสงสาร อันมีเบื้อง- ต้นและที่สุดไม่ปรากฏ ตลอดกาลนาน คือตลอดกาลหาประมาณมิได้. บทว่า คตีสุ ความว่า ในสุคติและทุคติทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกรรมทั้งหลาย ที่คนทำดี ทำชั่ว บทว่า ปริตสฺสํ ความว่า เมื่อหมุนไปรอบ ๆ ดุจเครื่อง สูบน้ำ ชื่อว่า วนเวียนไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งการจุติและอุปบัติ. ก็พระเถระกล่าวเหตุแห่งการท่องเที่ยววนเวียนนั้นว่า เมื่อเรายังเป็นปุถุชน มืดมนอยู่ ไม่เห็นอริยสัจทั้งหลาย ดังนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka