เป็นมุนีอันอุดม ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ ในกัปที่ ๖๕ แต่
ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้
ได้ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน
ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ระลึกบุพเพนิวาสญาณ ของตนได้
ได้กล่าวคาถาสองคาถา ด้วยธรรมสังเวช ความว่า
เมื่อเรายังเป็นปุถุชน มืดมนอยู่ ไม่เห็นอริยสัจ
จึงได้ท่องเที่ยววนเวียนไปมาอยู่ ในคติทั้งหลาย ตลอด
กาลนาน บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว กำจัด
สงสารได้แล้ว คติทั้งปวงเราก็ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพ
ใหม่ ไม่มี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสรํ แปลว่า ท่องเที่ยวไปอยู่ ได้แก่
วิ่งไป ๆ มา ๆ ในภพนั้น ๆ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือไว้ และการปล่อย
วาง.
บทว่า ทีฆมทฺธานํ ความว่า ท่องเที่ยวไปในสงสาร อันมีเบื้อง-
ต้นและที่สุดไม่ปรากฏ ตลอดกาลนาน คือตลอดกาลหาประมาณมิได้. บทว่า
คตีสุ ความว่า ในสุคติและทุคติทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกรรมทั้งหลาย
ที่คนทำดี ทำชั่ว บทว่า ปริตสฺสํ ความว่า เมื่อหมุนไปรอบ ๆ ดุจเครื่อง
สูบน้ำ ชื่อว่า วนเวียนไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งการจุติและอุปบัติ.
ก็พระเถระกล่าวเหตุแห่งการท่องเที่ยววนเวียนนั้นว่า เมื่อเรายังเป็นปุถุชน
มืดมนอยู่ ไม่เห็นอริยสัจทั้งหลาย ดังนี้.