ผู้ใดไม่ทำงานที่จะต้องทำก่อน แต่มุ่งจะทำใน
ภายหลัง ผู้นั้นจะพลาดจากเหตุที่จะให้เกิดสุข และจะ
เดือดร้อนภายหลัง เพราะว่า ข้าพเจ้าบอกงานที่บุคคล
ควรทำ ไม่บอกงานที่ไม่ควรทำ เมื่อคนทั้งหลาย
บอกงานที่ไม่ใช่กำลังทำ บัณฑิตทั้งหลายก็รู้ทัน พระ-
นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว เป็น
ธรรมไม่มีความโศก สำรอกแล้ว เป็นแดนเกษม เป็น
ที่ดับทุกข์ แสนจะเป็นสุขหนอ.
บรรดบทเหล่านั้น บทว่า โย ปุพฺเพ กรณียานิ ปจฺฉา โส
กาตุมิจฺฉติ (ผู้ไม่ทำงานที่จะต้องทำในตอนต้น ภายหลังประสงค์จะทำ)
ความว่า ผู้ใดเมื่อก่อน คือ เมื่อเวลาก่อนแต่ที่ชราและโรคเป็นต้น จะครอบงำ
นั่นเอง ไม่ทำงานที่ควรทำ ที่จะนำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้ตน
ภายหลังแล คือ เลยเวลาที่จะต้องทำไปแล้วจึงอยากทำ. คำว่า โส เป็นเพียง
นิบาต. แต่ในกาลนั้น เขาไม่อาจจะทำได้ ไม่อาจทำได้ เพราะว่าเขาถูก
ชราและโรคเป็นต้น ครอบงำแล้ว.
บทว่า สุขา โส ธํสเต านา ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ (ผู้นั้น
จะพลาดจากที่ที่จะให้เกิดความสุขและจะเดือดร้อนภายหลัง) ความว่า บุคคล
นั้นจะเสื่อมจากที่ที่เป็นสุข คือจากสวรรค์ และจากนิพพาน เพราะอุบายที่จะ
ให้ถึงสถานที่นั้น ตนยังไม่ได้ให้เกิดขึ้น ทั้งจะเดือดร้อน คือถึงความวิปฏิสาร
ภายหลัง โดยนัยมีอาทิว่า เราไม่ได้ทำกรรมดีไว้.
ม อักษรทำการเชื่อมบท. ก็พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ข้าพเจ้าทำกิจ
ที่ควรจะทำแล้วนั่นแหละ จึงบอกท่านทั้งหลายอย่างนี้ ดังนี้แล้ว จึงได้กล่าว
คาถาที่ ๒ ว่า ยญฺหิ กยิรา เป็นต้นไว้.