Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 4 หน้าที่ 399

เล่ม มมร. 4 หน้า 399 ข้อ 428
ใจความแม้อย่างนี้ว่า ความโศกทั้งหลายย่อมไม่มีแก่มุนีผู้ประกอบด้วยลักษณะ คงที่เห็นปานนี้. บทว่า อุปสนฺตสฺส ได้แก่ ผู้สงบระงับเพราะสงบกิเลสมีราคะ เป็นต้นได้. บทว่า สทา สตีมโต ได้แก่ ผู้ไม่เว้น จากสติ ตลอดกาลเป็นนิตย์ เพราะเป็นผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติ. สองบทว่า อากาเส อนฺตลิกเข ได้แก่ ในอากาศ กล่าวคือ กลางหาว, ไม่ใช่อากาศเพิกกสิณ ไม่ใช่อากาศเป็นเครื่องกำหนดรูป. สองบทว่า จงฺกมติปิ ติฏฺติปิ มีความว่า พระจูฬปันถกเถระได้ ฟังถอยคำของภิกษุณีเหล่านั้น คิดว่า ภิกษุณีเหล่านี้ ดูหมิ่นเราว่า พระเถระ รูปนี้ รู้ธรรมเพียงเท่านี้แหละ, เอาละ ! บัดนี้ เราจะแสดงอานุภาพของตน แก่ภิกษุณีเหล่านี้ จึงยังความเคารพมาก ในธรรมให้เกิดขึ้นแล้ว เข้าจตุตถ- ฌาน มีอภิญญาเป็นบาท ออกแล้วได้แสดงอิทธิปาฎิหาริย์เห็นปานนี้ คือ เดินจงกรมในอากาศกลางหาวบ้าง ฯ ล ฯ หายตัวไปในระหว่างบ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตรา ปิธายติ มีความว่า หายตัว ไปบ้าง คือไปไม่ปรากฎให้เห็นบ้าง. ข้อว่า ตญฺเว อุทานํ ภณติ อญฺญฺจ พหุํ พุทฺธวจนํ มี ความว่า ได้ยินว่า พระเถระถูกให้เรียนคาถาม ในสำนักของพระเถระผู้เป็น หลวงพี่ของตนว่า ดอกบัวชื่อโกกนุท มีกลิ่นหอม พึง บานแต่เช้า ยังไม่วายกลิ่น ฉันใด, ท่านจงดู พระอังคีรส ผู้รุ่งโรจน์เหมือนดวงอาทิตย์ แผดรัศมีรุ่งโรจน์อยู่ในกลางหาว ฉันนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka