Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 51 หน้าที่ 320

เล่ม มมร. 51 หน้า 320 ข้อ 321
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมา ในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาล ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่า หาริตะ เจริญ วัยแล้ว อาศัยความถือตัวเพราะชาติ จึงร้องเรียกคนอื่น ด้วยวาทะว่า คนถ่อย ถึงบวชแล้ว ก็ไม่เลิกละการร้องเรียกว่า คนถ่อย เพราะพระพฤติมานานแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เกิดความสลดใจ เริ่ม ตั้งวิปัสสนากรรมฐาน ตรวจตราดูความเป็นไปแห่งจิตของตน ได้เห็นจิตถูก มานะและอุทธัจจะยึดแล้ว จึงละทิ้งมานะและอุทธัจจะ ยังวิปัสสนาให้ก้าว หน้าขึ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ในอปทาน ท่านจึงได้ กล่าวไว้ว่า เมื่อมหาชนทำเชิงตะกอน นำของหอมนานา ชนิดมา ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้บูชาด้วยของ หอมกำมือ ๑ ในกัปที่แสน นับถอยหลัง แต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้บูชาเชิงตะกอน จึงไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อเสวยวิมุตติสุข ได้พยากรณ์ พระอรหัตผล โดยการให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง ด้วยคาถา ๓ คาถา ว่า ผู้ใดมุ่งจะทำงานที่ควรทำก่อน ไพล่ไปทำในภาย หลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะ อันนำมาซึ่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. งานใดควรทำ ก็พึง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka