Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 52 หน้าที่ 17

เล่ม มมร. 52 หน้า 17 ข้อ 325
อยู่ ได้แก่เที่ยวไปอยู่ เหมือนชนผู้จะไม่ตาย หรือเหมือนผู้ก้าวล่วงความ แก่ความตายได้ฉะนั้น. ในกาลนั้น วิวาทไม่สงบเลย. บทว่า วิชานนฺติ จ เย ธมฺมํ อาตุเรสุ อนาตุรา ความว่า ก็ชน เหล่าใด ย่อมรู้ตามความเป็นจริงซึ่งศาสนธรรมของพระศาสดา ชนเหล่า นั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายพากันเดือดร้อนเพราะโรคคือกิเลส เป็นผู้ไม่เดือด- ร้อนหมดกิเลส ไม่มีทุกข์อยู่ อธิบายว่า ความวิวาทย่อมสงบโดยสิ้นเชิง ด้วยอำนาจแห่งชนเหล่านั้น. บทว่า ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ ความว่า กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง อันกระทำการถือเอาโดยการกระทำย่อหย่อน คือกระทำแล้วประกอบด้วย ความย่อหย่อน. บทว่า สงฺกิลิฏฺํ ได้แก่ การสมาทานวัตรอันเศร้าหมอง ด้วยการ เที่ยวไปในที่อโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น หรือด้วยมิจฉาชีพ มีการล่อลวง เป็นต้น. บทว่า สงฺกสฺสรํ ความว่า พึงระลึกด้วยความรังเกียจ คือคนอื่น พึงได้ยินกรรมอันไม่สมควรอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิหารแล้ว ไม่รังเกียจว่า คนโน้นทำมิใช่หรือ หรือเห็นสงฆ์แม้ประชุมกันด้วยอำนาจกิจอย่างใด อย่างหนึ่ง มีกิจคืออุโบสถเป็นต้นแล้ว ระลึก รังเกียจ ระแวง ด้วยความ ระแวงของตนอย่างนี้ว่า ชนเหล่านี้รู้ความประพฤติของเราเป็นแน่ มีความ ประสงค์จะยกวัตรเราจึงประชุมกัน. บทว่า น ตํ โหติ ความว่า พรหมจรรย์ คือการกระทำสมณธรรม นั้น คือเห็นปานนั้น ไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้น คือไม่มีผลมากโดยภาวะ ไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้นนั่นเอง ไม่มีผลมากแม้แก่บุคคลผู้ให้ปัจจัยแก่
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka