พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเพียบพร้อมด้วยสมบัติ ในกรุง
สาวัตถี มีนามว่าจันทนะ เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือนได้ฟังธรรมใน
สำนักพระศาสดา ได้เป็นพระโสดาบัน.
ท่านได้บุตรคนหนึ่ง ละฆราวาสบวชเรียนวิปัสสนากรรมฐานอยู่ใน
ป่า มายังกรุงสาวัตถีเพื่อถวายบังคมพระศาสดา อยู่ในป่าช้า, ภรรยาเก่า
ทราบว่าท่านมาแล้ว จึงประดับตกแต่งพาเด็กพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก
ไปยังสำนักของพระเถระด้วยคิดว่า เราจะประเล้าประโลมให้ท่านสึกด้วย
มายาหญิงเป็นต้น. พระเถระเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมาแต่ที่ไกล คิดว่า
บัดนี้เราจักไม่ใช่เป็นวิสัยของนาง จึงบำเพ็ญวิปัสสนาตามที่เริ่มไว้ ได้มี
อภิญญา ๖ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอุปทาน๑ว่า
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออัจจละ
พระพุทธเจ้า๒พระนามว่าสุทัสสนะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา
เราถือดอกไม้ที่เกิดในป่าหิมพานต์ เหาะขึ้นอากาศ ณ ที่
นั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้นโอฆะ ไม่มีอาสวะ
ครั้งนั้นเราถือเอาดอกอัญชันเขียว จบเหนือเศียรเกล้า
แล้ว บูชาแด่พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาประโยชน์
ใหญ่ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา
ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ-
บูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯ ล ฯ . . . พระพุทธ-
ศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็ท่านได้อภิญญาแล้ว ยืนอยู่บนอากาศแสดงธรรมแก่นาง ให้นาง
๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๗. ๒.อรรถกถาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า.