สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า
สิขี เป็นนายพรานเนื้อ วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เทพ-
บริษัทในราวป่า ยึดเอานิมิตแห่งเทศนาว่า ธรรมนั้นพระองค์ตรัส ดังนี้.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในโกศลรัฐ ได้นามว่า
ธัมมิกะ เจริญวัยแล้ว ได้ความเลื่อมใสในการรับพระเชตวันมหาวิหาร
บวชแล้ว เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในอาวาสใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นผู้เพ่งโทษ
ในวัตรและมิใช่วัตรของภิกษุทั้งหลายผู้อาคันตุกะ อดทนไม่ได้ ด้วยเหตุ
นั้น ภิกษุทั้งหลายพากันละทิ้งวิหารนั้นหลีกไป, ท่านได้อยู่แต่ผู้เดียว
อุบาสกผู้เป็นเจ้าของวิหาร ฟังเหตุนั้นแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี
พระภาคเจ้า. พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามความนั้น เมื่อภิกษุ-
นั้นกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ภิกษุนี้เป็นผู้ไม่อดทนแต่
ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนเธอก็เป็นผู้ไม่อดทน อันภิกษุ
ทั้งหลายทูลวิงวอนแล้ว จึงแสดงรุกขธรรม๑ เมื่อจะทรงประทานโอวาท
แก่เธอยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงตรัส ๔ คาถา๒ว่า
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคล
ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรม
อันบุคคลผู้ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปทุคติ
สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม ย่อมมีวิบากไม่เสมอ
กัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำไปสู่สุคติ
เพราะฉะนั้นแหละ บุคคลเมื่อบันเทิงอยู่ด้วยการให้
๑. รุกขธรรมชาดก. ๒. ขุ. เถร. ๖๒/๓๓๒.